ฝนถล่มร้อยเอ็ด น้ำทะลักท่วมโรงพยาบาล อพยพวุ่นทั้งคนไข้-เจ้าหน้าที่

วันที่ 24 ส.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่าตั้งแต่ช่วงเวลา 22.00 น.-05.00 น.ของคืนที่ผ่านมาเกิดฝนตกหนักใน จ.ร้อยเอ็ด โดยเฉพาะในตัวเมือง ส่งผลให้ถนนทุกสายระดับน้ำสูง 50-80 ซ.ม. สถานที่ราชการทุกแห่งน้ำท่วมสูง หนักสุดที่โรงพยาบาลร้อยเอ็ดน้ำทะลักเข้าภายในทุกพื้นที่ ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องเร่งอพยพผู้ป่วยขึ้นที่สูงนอกจากนี้ถนนแทบทุกสายรอบๆ ตลาดโต้รุ่งทุ่งเจริญเทศบาลเมืองร้อยเอ็ด ถนนรอบบึงพลาญชัย และถนนเพลินจิต รวมทั้งตรอกซอกซอยมีน้ำท่วมสูง ทำให้ประชาชนออกไปทำธุระนอกบ้านไม่ได้ เนื่องจากอากาศหนาวเย็นและลมกระโชกแรงด้านนพ.เกรียงไกร โกวิทางกูร ผอ.โรงพยาบาลร้อยเอ็ด เปิดเผยว่า เวลาประมาณ 03.00 น. มีฝนตกหนักโดยเฉพาะในโรงพยาบาล ทำให้ระบายน้ำไม่ทัน อีกทั้งมวลน้ำจากด้านนอกโรงพยาบาลที่มีปริมาตรสูงไหลเข้าในโรงพยาบาลที่มีระดับต่ำกว่า ทำให้ท่วมอาคารผู้ป่วยแม่ปลั่ง (จิตเวช) คลังกายอุปกรณ์ งานซักฟอกและตัดเย็บ แฟลตพักเจ้าหน้าที่ 3,4 และท่วมโรงรถ ซึ่งอยู่ในบริเวณที่มีระดับพื้นที่ต่ำ ตนจึงเร่งระดมเจ้าหน้าที่ให้เคลื่อนย้ายผู้ป่วย เจ้าหน้าที่ และทรัพย์สินไปในสถานที่ที่ปลอดภัยกระทั่งเวลา 07.30 น. มีหน่วยงานภายนอกร่วมดำเนินการแก้ไข คือป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัด เทศบาลเมืองร้อยเอ็ด ศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เขต 6 ขอนแก่น ในการสูบน้ำออกนอกโรงพยาบาล และได้รับการสนับสนุนทหารจากทหารมณฑลทหารบกที่ 27  จำนวน 30 นาย ในการขนย้ายสิ่งของ และทรัพย์สินของทางราชการสถานการณ์ กระทั่งเข้าสู่สภาวะปกติในเวลา 10.30น.ขณะที่นายณัฐ เอกก้านตรง ผอ.สถานีอุตุนิยมวิทยาร้อยเอ็ด รายงานลักษณะอากาศทั่วไปวันนี้ ว่าความกดอากาศต่ำพาดผ่านภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือ ทำให้เกิดฝนตกหนักมากใน จ.ร้อยเอ็ด โดยเฉพาะในตัวเมือง วัดปริมาณน้ำฝนได้ 150.3 มิลลิเมตร สำหรับสภาพลมฟ้าอากาศ ที่บริเวณจ.ร้อยเอ็ด วันนี้มีเมฆมาก โดยมีฝนฟ้าคะนองร้อยละ 80 ของพื้นที่ และตกอย่างต่อเนื่องไปอีกหลายวัน ขอให้ประชาชนระมัดระวังลมกรรโชกแรง ขับรถระวังถนนลื่นเกิดอุบัติเหตุ อย่าออกนอกบ้านขณะฝนตก ในพื้นที่โล่งแจ้งหรือใต้ต้นไม้ใหญ่อาจโดนฟ้าผ่าได้

ที่มา>>>ข่าวสด

คลิปนาทีเจดีย์โบราณพังครืน เพราะแผ่นดินไหวที่พม่า เผยวัดเก่าแก่ 60 แห่งเสียหาย

  เพจ The Irrawaddy – English Edition รายงานภาพความเสียหายของเจดีย์เก่าแก่และวัดโบราณในเมืองพุกาม หลังเกิดแผ่นดินไหวขนาด 6.8 เมื่อตอน 17.04 น. ตามเวลาท้องถิ่นของพม่า โดยพบว่ามีวัดโบราณได้รับความเสียหายกว่า 60 แห่งทีเดียว

ผู้สื่อข่าวบีบีซีแผนกภาษาพม่ารายงานว่า เหตุแผ่นดินไหวขนาด 6.8 แม็กนิจูด ซึ่งเกิดขึ้นทางตอนกลางของประเทศในวันนี้ (24 ส.ค.) ได้ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 1 รายที่เมืองปะก็อกกู และทำให้เกิดความเสียหายต่อหมู่เจดีย์ที่เมืองพุกามจำนวนมาก ซึ่งหมู่เจดีย์นี้เป็นโบราณสถานและแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ โดยภาพวิดีโอที่มีผู้นำมาเผยแพร่ทางโซเชียลมีเดีย แสดงให้เห็นฝุ่นฟุ้งตลบหลังยอดเจดีย์บางแห่งพังถล่มลงมาเจ้าหน้าที่สำนักงานโบราณคดีของเมืองพุกาม ให้สัมภาษณ์กับบีบีซีว่า มีเจดีย์อย่างน้อย 66 แห่งได้รับความเสียหาย และขณะนี้ทางสำนักงานยังคงประเมินความเสียหายไม่แล้วเสร็จ นอกจากนี้ยังมีรายงานว่ามีบ้านเรือนได้รับความเสียหายในหลายเมือง รวมทั้งอาคารรัฐสภาในกรุงเนปิดอว์ และเจดีย์โบราณในรัฐยะไข่ด้วยก่อนหน้านี้ สำนักงานสำรวจทางธรณีวิทยาสหรัฐฯ (USGS) ได้รายงานว่าเกิดแผ่นดินไหวขนาด 6.8 แม็กนิจูด ทางตอนกลางของประเทศเมียนมา โดยมีศูนย์กลางห่างออกไปทางตะวันตกของเมืองเมกถิลา 143 กิโลเมตร แรงสั่นสะเทือนดังกล่าวสามารถรู้สึกได้ในทางตะวันออกของอินเดีย และทางตอนเหนือของประเทศไทย รวมทั้งในกรุงเทพมหานครสำนักข่าวเอเอฟพีรายงานความคืบหน้าเหตุแผ่นดินไหวรุนแรง 6.8 แมกนิจูดในประเทศพม่าว่า เบื้องต้นมีรายงานผู้เสียชีวิตจากเหตุแผ่นดินไหวในพม่าอย่างน้อย 1 ราย เป็นชายที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านแห่งหนึ่งซึ่งอยู่ใกล้กับศูนย์กลางแผ่นดินไหว โดยนายฮัน ซอว์ วิน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากเขตมาเกว ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุแผ่นดินไหวเปิดเผยว่า ผู้เสียชีวิตเป็นชายวัย 22 ปีที่ถูกที่พักพังถล่มลงมาทับระหว่างเกิดแผ่นดินไหว ขณะที่มีรายงานเด็กหญิง 2 คนเสียชีวิตจากเหตุริมฝั่งแม่น้ำถล่มที่เมืองเยนันเชิง ตอนใต้ของเมืองชอคนอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ที่เมืองพุกาม ซึ่งอยู่ห่างจากศูนย์กลางแผ่นดินไหวราว 30 กิโลเมตร เปิดเผยว่า มีเจดีย์หลายแห่งได้รับความเสียหาย และบางแห่งได้รับความเสียหายอย่างหนัก นอกจากนี้ ยังมีนักท่องเที่ยวสเปนผู้หญิงคนหนึ่งได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย เนื่องจากหล่นลงมาจากวัดแห่งหนึ่งขณะกำลังดูพระอาทิตย์ตก

 เจ้าหน้าที่ทางการพม่า ได้ส่งหน่วยกู้ภัย และ เจ้าหน้าที่ ร่วมกันค้นหาผู้เสียชีวิต และได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวในพื้นที่ภาคกลาง โดยเฉพาะ เมืองพุกาม เมืองมะกุย และจังหวัดใกล้เคียง ที่น่าจะมีความเสียหายมาก โดยมีทั้งเจดีย์ ที่อยู่อาศัย บ้าน วัด ตึกสูง ซึ่ง รัฐบาลเมียนมาร์ได้ระดมหน่วยกู้ภัยออกไปค้นหาผู้เสียหายแล้ว โดยมีรายงานว่า มีผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก และพบผู้เสียชีวิตเพิ่มอีก ไม่น้อยกว่า 5 คน ซึ่งเจ้าหน้าที่ยังคงพยายามค้นหาซากตึก ที่พังลงมา ทำให้มีคนติดอยู่ในตัวอาคาร

ที่มา>>>ข่าวสด

เสียชีวิตแล้ว!! ดญ.14นอนเป็นเจ้าหญิงนิทรา4ปี ตายตามน้องเจ้าชายนิทรา แม่สุดเศร้า

 เด็กหญิงนิทราเสียชีวิตแล้วอีกคน หลังนอนหลับไม่รู้สึกตัว มีผู้เมตตาช่วยเหลือมานานกว่า 4 ปี ตายตามน้องชายที่เสียชีวิตไปก่อนหน้านี้เมื่อ 8 เดือนก่อนหน้า สร้างความเสียใจให้กับแม่และยายที่ดูแลมา

วันที่ 24 ส.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 19.30 น. วันที่ 23 ส.ค. ที่ผ่านมา พ.ต.ต.นันทพล ขุนละคร สารวัตรเวรสอบสวน สภ.สระบัว อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี ได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัยมูลนิธิสัจจพุทธธรรมอำเภอกบินทร์บุรี มีผู้เสียชีวิตภายในบ้าน หลังรับแจ้งได้รีบรุดไปที่เกิดเหตุ พบเป็นร้านค้าขายของทั่วไป และเป็นบ้านที่เหล่ากาชาดปราจีนบุรีมีโครงการซ่อมแซมให้ เลขที่ 25/6 ม.1 ต.ลาดตะเคียน อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี โดยซ่อมแซมให้ความช่วยเหลือกับ 2 หนูน้อยที่ต้องกลายเป็นเจ้าชาย-เจ้าหญิงนิทรา ได้แก่ ด.ช.อัศวิน มีวิริยกุล และ ด.ญ.สุภาวดี มีวิริยกุล เนื่องจากทั้งคู่ประสบอุบัติเหตุ

พ.ต.ต.นันทพล กล่าวว่า “การเสียชีวิตของ ด.ญ.สุภาวดี นั้น สาเหตุมาจากเป็นผู้ป่วยติดเตียง หลังเมื่อปี พ.ศ.2555 ทั้ง ด.ช.อัศวิน และ ด.ญ.สุภาวดี ได้ประสบเหตุถูกรถชนจน ต้องนอนเป็นเจ้าชาย-เจ้าหญิงนิทรา ตั้งแต่ตอนนั้น เป็นต้นมา มีเพียงนางสาวสุมาลีวัลย์ มีวิริยกุล อายุ 33 ปี เป็นแม่ และ นางอุไรวรรณ มีวิริยกุล อายุ 56 ปี เป็นยาย ดูแลกันมาตลอด 4 ปีกว่า และจากที่ฐานะทางบ้านยากจนประกอบกับต้องดูแลบุตรพิการทั้งคู่ ทางหน่วยราชการและเอกชนได้ดูแลช่วยเหลือตามที่มีผู้ศรัทธาช่วยเหลือ และปรับปรุงบ้านเหล่ากาชาดมอบให้” “กระทั่งเมื่อวันที่ 26 ม.ค.59 ด.ช.อัศวินได้เสียชีวิตก่อนด้วยอายุ 12 ปี 8 เดือน ต่อมาล่าสุด ด.ญ.สุภาวดี ก็ได้มาเสียชีวิต ตามน้องชายด้วยอายุ 14 ปี ทางแม่และยายไม่ติดใจในสาเหตุการเสียชีวิต จึงอนุญาตให้นำศพไปทำพิธีทางศาสนา โดยจะนำศพไปทำพิธีที่วัดหนองบุญเกิดในวันนี้” พ.ต.ต.นันทพล กล่าว

ที่มา>>>ข่าวสด

คาร์บอมบ์ปัตตานี ขโมยรถพยาบาลติดระเบิดกดบึ้มหน้าโรงแรมพังยับ เจ็บ 29 ดับ 1

เมื่อเวลา 22.40 น. วันที่ 23 ส.ค. ที่ผ่านมา สภ.เมืองปัตตานี รับแจ้งเหตุ คนร้ายไม่ทราบชื่อและจำนวน ได้ลอบวางระเบิด บริเวณห้องน้ำข้างลานจอดรถหลัง เซาเทิร์นผับจุดระเบิดอยู่ด้านนอกรั้วของผับ เบื้องต้นไม่มีผู้ใดได้รับบาดเจ็บ แรงระเบิดมีผลให้ภายในผับกำแพงด้านในมีรอยเสียหาย หลังเกิดเหตุเจ้าหน้าที่เร่งระบายนักท่องเที่ยวออกจากผับอย่างเร่งด่วนต่อมา เมื่อ เวลา 23.15 น. เกิดเหตุระเบิดลูกที่ 2 ตามมาติดๆ หน้าโรงแรมเซาท์เทิร์น ปัตตานี ซึ่งห่างจากจุดเกิดแรก ประมาณ 50 เมตร ระเบิดลูกที่ 2 นี้น้ำหนักประมาณ 100 กิโลกรัม คนร้ายใช้กระบะ ยี่ห้ออีซูซุ (ลักษณะรถพยาบาล) ทะเบียน กจ 1381ปัตตานี ซึ่งเป็นของ รพ.สต.ปะกาฮะรัง โดยคนร้ายได้นำมาจอดไว้ ก่อนทำการจุดชนวนระเบิด เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต จำนวน 1 คน ทราบชื่อ  น.ส.อรพรรณ ศรีเรือนหัด อายุ 35 ปี เป็นคน จ.อุบลราชธานี และผู้ได้รับบาดเจ็บ จำนวน  29 คน  บาดเจ็บสาหัส 5 ราย รองลงมา 6 ราย และบาดเจ็บ ทั่วไป 18 รายเหตุการณ์เริ่มจากคนร้ายนำระเบิด ที่ 1 วางอยู่หลังผับ เพื่อล่อลวงเจ้าหน้าที่ มาตรวจสอบที่เกิดเหตุ  จากนั้นเตรียมตัว วางลูกที่ 2 เพื่อสังหารเจ้าหน้าที่ รถคันดังกล่าวถูกโจรกรรมมา ซึ่งจอดอยู่จากหมู่บ้าน ม 1 สะบารัง สอบสวนเบื้องต้นทราบว่า คนร้ายได้ขโมยรถอาสาสมัครเป็นรถพยาบาล ของหมู่ที่ 1 ตำบลสะบารังอำเภอเมืองจังหวัดปัตตานี หายไปจากจุดเกิดเหตุเมื่อเวลา 3 ทุ่ม โดยประมาณ จากนั้นได้เห็นรถดังกล่าวนำมาจอดไว้บริเวณหน้าผับและเกิดเหตุระเบิดขึ้นในเวลาดังกล่าว แรงระเบิด ทำให้ตึกโรงแรม 9 ชั้นเสียหายทั้งหมด หน้าร้านขายของชำเสียหายอย่างหนักและตึกแถวด้านหน้าจะหาย 10 กว่าห้อง  รถยนต์เสียหาย กว่า 20 คัน ฝ่ายทหาร ชั้นผู้ใหญ่ และหน่วยงานความมั่นคงกับ สภ. เมืองปัตตานีและนำกำลังเจ้าหน้าที่ ทั้งหมดเข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุทันที ทันทีสอบสวนเบื้องต้นทราบว่า คนร้ายได้ขโมยรถอาสาสมัครเป็นรถพยาบาล ของหมู่ที่ 1 ตำบลสะบารังอำเภอเมืองจังหวัดปัตตานี หายไปจากจุดเกิดเหตุเมื่อเวลา 3 ทุ่ม โดยประมาณ จากนั้นได้เห็นรถดังกล่าวนำมาจอดไว้บริเวณหน้าผับและเกิดเหตุระเบิดขึ้นในเวลาดังกล่าวจากนั้น ได้รับแจ้ง คนร้าย วางระเบิด อีก 2 ลูก ที่ ตลาดนัดบ่อทอง ลูกแรกวางล่อให้เจ้าหน้าที่เข้ามาตรวจสอบเช่นกัน จากนั้นกดระเบิดลูกที่ 2 แรงขึ้นกว่าเดิม หวังสังหารเจ้าหน้าที่ ตรวจสอบ เบื้องต้นไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ เจ้าหน้าที่ เตรียมเข้าตรวจสอบเวลาเช้าเพื่อความปลอดภัย  เนื่องจากมีเหตุการณ์ระเบิดคาร์บอมบ์ที่ โรงแรมเซาท์เทิร์นก่อน

ที่มา>>>ข่าวสด

‘กรมศิลป์’ จ่อขุด 8 จุดวัดพระธาตุเมืองนครฯศึกษาเส้นทางโบราณเข้าสู่เขตพุทธาวาส

 เมื่อวันที่ 22 ส.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักศิลปากรที่ 14 นครศรีธรรมราช เตรียมแผนเข้าขุดค้นทางโบราณคดีอีก 8 จุด บริเวณวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช ที่ตรวจสอบพบว่าองค์พระบรมธาตุเจดีย์นั้นมีอายุนานกว่า 1 พันปี เพื่อค้นหาเส้นทางโบราณในการเข้าสู่เขตพุทธาวาส โดยเฉพาะในแกนหลักทางเข้าสู่องค์พระบรมธาตุเจดีย์ทางด้านทิศเหนือ และบริเวณพระวิหารหลวงทางด้านทิศใต้ จะเริ่มดำเนินการในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้านี้ หลังจากนั้นจะเอาโบราณวัตถุที่ขุดได้ส่งตรวจสอบค้นหาอายุด้วยวิธีวิทยาศาสตร์ทั้งในและนอกประเทศ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับการขุดค้นครั้งนี้เป็นผลสืบเนื่องจากการพบว่า อายุพระบรมธาตุเจดีย์นครศรีธรรมราช มีมากกว่า 1 พันปี และเป็นอาณาจักรที่มีมาก่อนสุโขทัย เช่นการสอดคล้องกับหลักศิลาจารึกที่ระบุว่า พระสงฆ์ที่มีความเชี่ยวชาญด้านไตรปิฎกในสุโขทัย ล้วนเดินทางมาจากนครศรีธรรมราช ซึ่งข้อมูลที่ได้ทั้งหมดจะนำเข้าสู่การประมวลเป็นเอกสารประกอบการนำเสนอพระบรมธาตุเจดีย์นครศรีธรรมราชสู่การเป็นมรดกโลกด้วย นายอาณัติ บำรุงวงศ์ ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ 14 นครศรีธรรมราช กล่าวว่า การขุดค้นแกนทางเข้าขององค์พระบรมธาตุเจดีย์ เพื่อค้นหาร่องรอยเส้นทางการเดินเข้าสู่องค์พระบรมธาตุเจดีย์ โดยมีข้อสันนิษฐานจากร่องรอยในปัจจุบัน เชื่อว่าองค์พระบรมธาตุเจดีย์นครศรีธรรมราช มีความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในช่วงอยุธยาตอนต้น ซึ่งการขุดค้นศึกษาทางโบราณคดีครั้งนี้จะทราบถึงรูปแบบการวางผังพื้นที่ของบริเวณองค์พระบรมธาตุเจดีย์อย่างชัดเจน

ที่มา>>>ข่าวสด

น้ำโขงไหลเชี่ยวจ่อล้นตลิ่ง 4 อำเภอนครพนม กระทบจุดชมวิว-ร้านอาหารริมน้ำ

 เมื่อวันที่ 22 ส.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่จ.นครพนม สถานการณ์น้ำโขงยังเพิ่มระดับขึ้นอย่างต่อเนื่อง เสี่ยงต่อการเกิดปัญหาน้ำหนุนเอ่อท่วม หลังมวลน้ำจากพื้นที่ภาคเหนือไหลลงมาสมทบ ถึงแม้ในพื้นที่จะมีปริมาณฝนน้อย ล่าสุดอยู่ที่ระดับประมาณ 10 เมตร ห่างจากจุดวิกฤตแค่ประมาณ 3 เมตร คือที่ประมาณ 13 เมตร ส่งผลให้ปริมาณน้ำโขงตามพื้นที่อำเภอชายแดนติดกับแม่น้ำโขง รวม 4 อำเภอ มี อำเภอบ้านแพง อ.เมือง อ.ท่าอุเทน และอ.ธาตุพนม มีระดับน้ำโขงสูงจ่อล้นตลิ่ง หากมีฝนตกลงมา จะส่งผลกระทบเปิดปัญหาน้ำไหลระบายลงน้ำโขงช้า เอ่อท่วมชุมชนหมู่บ้าน และพื้นที่การเกษตร โดยทางสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย จ.นครพนม ประสานไปยังหน่วยงานเกี่ยวข้องในพื้นที่เสี่ยง เฝ้าระวังติดตามสถานการณ์ และตั้งศูนย์อำนวยการป้องกันช่วยเหลือน้ำท่วมฉับพลัน ตลอด 24 ชั่วโมง เช่นเดียวกันกับพื้นที่ริมฝั่งแม่น้ำโขงในพื้นที่ อ.ธาตุพนม จ.นครพนม พบว่าในช่วงนี้ระดับน้ำโขงสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว มีระดับห่างจากริมตลิ่ง ประมาณแค่ 1-2 เมตร โดยเฉพาะบริเวณจุดชมวิวเขื่อนป้องกันตลิ่งพังตามแนวแม่น้ำโขงในเขตเทศบาลตำบลธาตุพนม มีน้ำโขงเริ่มเอ่อท่วมเข้าไปในพื้นที่ชมวิวและพื้นที่ออกกำลังกาย นอกจากนี้ ยังส่งผลกระทบต่อร้านค้า แพร้านอาหาร ที่ตั้งอยู่ติดกับริมฝั่งแม่น้ำโขง ต้องเตรียมพร้อมรับมือ ตรวจสอบความมั่นคงแข็งแรง หาที่ยึดป้องกันความเสียหาย เนื่องจากระดับน้ำโขงเพิ่มเร็ว ทำให้กระแสน้ำไหลเชี่ยว มีความเสี่ยงต่อสภาพโครงสร้างร้านค้า ร้านอาหาร และแพร้านอาหาร โดยทางเทศบาลตำบลธาตุพนม ได้ประกาศเตือนให้ประชาชนในพื้นที่ติดกับแม่น้ำโขงเฝ้าระวัง และจัดเจ้าหน้าที่ออกตรวจสอบดูแลต่อเนื่อง ป้องกันผลกระทบจากระดับน้ำโขงเพิ่มเร็ว

ที่มา>>>ข่าวสด

“เตี้ยนหมู่” ทำพิษหลวงพระบางน้ำท่วมหนัก กระแสน้ำแรงจัดหอบต้นไม้โค่นต่อหน้า(คลิป)

หลายพื้นที่ทางภาคเหนือของไทยสถานการณ์น้ำเริ่มอยู่ในภาวะน่าเป็นห่วงหลายพื้นที่เริ่มมีน้ำป่าไหลหลากแล้ว โดยประเทศเพื่อนบ้านของไทย ในพื้นที่หลวงพระบาง ประเทศลาว ก็พบว่าสถานการณ์น้ำเริ่มเข้าท่วมในหลายพื้นที่ โดยพบคลิปจาก LAOS 1,000,000 SHARE ซึ่งได้นำภาพเหตุการณ์น้ำท่วมมาเผยแพร่โดยพบว่ากระแสน้ำมีความรุนแรง จนทำให้ต้นไม้ที่ขึ้นอยู่ริมฝั่งโค่นลงมาต่อหน้าต่อตาเลยทีเดียว

ที่มา>>>ข่าวสด

งามหน้า! หนุ่มสาวจอดรถกลางสะพาน-มีเซ็กซ์หน้ากระโปรงรถ โบกมือทักทายคนถ่ายคลิป

(คำเตือนคลิปมีเนื้อหาล่อแหลม)

เว็บไซต์ ไลฟ์ ของรัสเซียเผยแพร่คลิปวิดีโอขณะที่หนุ่มในชุดกะลาสีเรือมีเพศสัมพันธ์กับสาวบิกินีหน้ากระโปรงรถเก๋งริมสะพานในเมืองครัสนอยาสก์ ทางตะวันออกเฉียงใต้ของรัสเซีย เมื่อค่ำวันที่ 20 ส.ค.โดยแก๊งวัยโจ๋ขับรถเก๋งข้ามสะพานมาจึงถ่ายคลิปช็อตนี้ไว้ได้ แถมยังเปิดกระจกส่งเสียงทักทายอีก หนุ่มทหารเรือจึงหันมาตอบรับก่อนหันกลับไปร่วมรักกับสาวคู่ขาต่อแบบไม่สนใจคนรอบข้าง ซึ่งเรื่องนี้กลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์ถึงความไม่เหมาะสม และมีการเรียกร้องให้ตำรวจสืบสวนหาตัวชายหญิงคู่นี้มาดำเนินคดีด้วย

ที่มา>>>ข่าวสด

ชุบชีวิตใหม่!! ชื่นชมหนุ่มเข้าช่วย เจ้าเมล่อน หมาจรจัดจมน้ำครึ่งตัวหนอนไช จนรอด

โลกโซเชี่ยลมีการแชร์เรื่องราวการช่วยเหลือสัตว์โลก จากเพจ The ARK Chiangmai ซึ่งเป็นมูลนิธิที่ช่วยเหลือสัตว์ต่างๆ ได้นำเรื่องราวการช่วยเหลือสุนัขตัวหนึ่งที่โดนรถชนตกอยู่ริมทางจมอยู่ในน้ำครึ่งตัว ซึ่งพบร่างกายเป็นแผลขนาดใหญ่ มีหนอนกินเนื้อของมันอยู่ ซึ่งหลังจากรับแจ้งได้เข้าช่วยเหลือจนอาการค่อยๆดีขึ้นเรื่อยๆ โดยพบว่าเรื่องดังกล่าวได้รับการแชร์ออกไปจำนวนมาก พร้อมกับชื่นชมการกระทำเพื่อช่วยเหลือเพื่อนร่วมโลกครั้งนี้ โดยโพสต์ดังกล่าวระบุว่า ว่า “เช้าวันนี้เราได้รับแจ้งจากคุณ Deejung Deej ว่าพบน้องหมาจรฯ เป็นแผลขนาดใหญ่ที่คอ  แผลเน่าสงกลิ่นเหม็นไปทั่ว บริเวณเขื่อนแม่กวง อยากให้ช่วยเหลือน้องด้วย  เมื่อเราเดินทางไปถึงสำนักงานหน้าเขื่อน ช่วยกันตามหาอยู่สักพัก เราได้ยินเสียงสุนัขร้องครางโหยหวนเป็นระยะๆ หลังจากเดินตามเสียงร้องจนเจอตัว เราพบสุนัขสีดำอีกตัวนึง (เราตั้งชื่อให้ว่า เมล่อน) นอนอ่อนแรงอยู่ในพงหญ้าริมสระน้ำ หลังจากนำตัวขึ้นมาจากน้ำ เราต้องตกใจ เพราะมีหนอนร่วงลงมาจากตัวน้องเป็นระยะๆ พอดูใกล้ๆจึงพบว่าเมล่อนมีแผลที่ก้น 5 รู มีหนอนชอนไชกินเนื้อเป็นจำนวนมาก อีกทั้งยังมีเหา (หมัดแดง) เต็มไปทุกอณูบนตัวหลังจากนำเมล่อนกลับมาปฐมพยาบาล เราพบว่าสองขาหลังของเมล่อนไม่มีแรง คาดว่ากระดูกสันหลังน่าจะมีปัญหา เมล่อนน่าจะโดนรถชนจนตกไปอยู่ที่ริมสระน้ำหลายวันแล้วแต่ขยับตัวไม่ได้ เลยนอนซมอยู่ตรงนั้น ถือว่าเป็นโชคดีมากๆที่เราได้เจอเมล่อน และได้ช่วยเขาไว้ในวันนี้ เพราะถ้าปล่อยไว้ อาจไม่มีใครได้เจอเมล่อนจนเขาหมดลมหายใจ เราหวังว่าเมล่อนจะไม่เป็นอะไรมาก เพราะเขาผอมและอ่อนแรงมากเหลือเกิน หลังจากทำแผลเสร็จเมื่อวาน เมล่อนกินข้าวได้ดีครับ กินไปสองกระป๋องเลยทีเดียว เช้าวันนี้เมล่อนดูสดชื่นขึ้นครับ กินเก่ง แต่มีอาการถ่ายเหลวเล็กน้อยครับ คุณหมอเปิดผ้าทำแผลพบว่าแผลดีขึ้นในระดับหนึ่ง แผลเป็นรูด้านบน 3 รู ทะลุถึงกันหมด ส่วนที่เหลือเป็นแผลที่แยกออกจากกันครับ ผลฟิล์มเอ็กซเรย์พบความผิดปกติที่กระดูกสันหลังที่น่าจะเกิดจากอุบัติเหตุ ข้อสะโพกปกติดี แต่ขาลีบมาก ขอดูอาการฟื้นตัวซักระยะ และยังพบอาหารในช่องท้องจำนวนมาก คาดว่าน่าจะเกิดจากความผิดปกติของการดูดซึมของลำไส้ เนื่องจากไม่ได้กินอาหารมาเป็นเวลานาน ต้องติดตามอาหารสักระยะเช่นกัน

ผลการตรวจ 4Dx พบว่าเมล่อน ป่วยเป็นพยาธิหนอนหัวใจ(Heartworm) ซึ่งต้องรอให้ร่างกายเมล่อนแข็งแรงกว่านี้ก่อนแล้วจะทำการรักษาต่อไป และรอผลเลือดจากแล็ปในวันพรุ่งนี้ เพื่อวางแผนการรักษาครับ หลังจากเมล่อนนอนจนน้ำอยู่ครึ่งตัวและไม่ได้กินอาหารมานานหลายวัน จนเกิดแผลเน่า หนอนกินไปหลายรู ร่างกายผอมแห้งไร้เรี่ยวแรง คงต้องร่างกายเมล่อนฟื้นตัวกว่านี้อีกสักหน่อยครับ เพราะเมล่อนเองก็อายุมากแล้ว วันนี้เราให้เมล่อนนอนพักที่โรงพยาบาล เพื่อให้คุณหมอติดตามอาการและเฝ้าระวังการติดเชื้อในกระแสเลือดครับ ขอบคุณทุกกำลังใจจากพี่ๆทุกคนที่มีให้เมล่อน หมาโชคร้ายที่โดนรถชน ไม่สามารถขึ้นมาจากน้ำได้ตัวนี้ วันนี้เขาปลอดภัยแล้ว แต่คงต้องรักษากันอีกยาวไกล ทางมูลนิธิ ดิ อาร์ค สัญญาว่าจะรักษาเมล่อนอย่างเต็มกำลัง ให้เมล่อนได้กลับมาใช้ชีวิตอย่างมีความสุขอีกครั้งครับ”

ที่มา>>>ข่าวสด

ระดมทีมค้นหานักท่องเที่ยวหลงถ้ำแม่สาย เจอแค่รอยเท้ายังไม่รู้ชะตากรรม!

จากกรณีมีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเป็นคนเอเซีย คาดเป็นชาวจีนหรือชาวญี่ปุ่น เดินเข้าไปเที่ยวภายในถ้ำทรายทอง ในเขตวนอุทยานถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน อ.แม่สาย จ.เชียงราย ตั้งแต่วันที่ 12 สค. เป็นต้นมา แล้วหายตัวไปอย่างลึกลับ ทิ้งไว้เพียงจักรยานที่จอดฝากข้างร้านค้า คาดว่าหลงทางในถ้ำ จนทางเจ้าหน้าที่หลายฝ่ายออกทำการค้นหาตั้งแต่เมื่อวันที่ 18 ส.ค. แต่ยังไร้วี่แวว ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น ความคืบหน้า เมื่อวันที่ 19 ส.ค. น.ส.ภาวิณี มาเยอะ อายุ 22 ปี แม่ค้าขายของ คนที่รับฝากจักรยานจากนักท่องเที่ยว กล่าวว่า พบชายที่สูญหายในวันที่ 12 สค. ช่วงบ่ายๆ ลักษณะคล้ายคนจีน หรือญี่ปุ่นพูดไทยได้นิดหน่อย มาฝากจักรยานไว้ มีสัมภาระเป็นถุงโลตัสและเป้ บอกกับตนว่า จะเข้าไปนั่งสมาธิในถ้ำ ขอฝากจักรยานใว้ 2-3 วัน จากนั้นก็ล่ามโซ่ล็อคกุญแจไว้อย่างเรียบร้อย ตนก็ไม่ได้สังเกตอะไรมาก จนวันที่ 13-15 ส.ค. ฝนตกอย่างหนัก ตนไม่ได้มาเปิดร้านขายของ มาเปิดร้านวันที่ 17 สค. สังเกตว่าจักรยานยังอยู่ จึงสงสัยและมาสอบถามเจ้าหน้าที่ของวนอุทยาน ว่าเห็นผู้ชายลักษณะดังกล่าวหรือไม่ แต่ก็ไม่มีใครเห็นเลย จึงได้ติดต่อตำรวจสภ.แม่สาย ขอส่งเจ้าหน้าที่กู้ภัยมาช่วยค้นหา โดยเริ่มค้นหาอย่างจริงจังก็เช้าวันที่ 18 ส.ค. จนถึงวันนี้ยังคงไร้วี่แวว นางนี เตปินใจ 62 ปี แม่ค้าขายอีกราย เล่าว่า ตนขายของมานานหลายสิบปี ไม่เคยมีคนหายในถ้ำ ถ้ำแห่งนี้มีชื่อว่า “ถ้ำทรายทอง” สมัยเด็กๆ เคยเข้าไปในถ้ำที่มีความลึก และยาว 2-3 กิโลเมตร มีห้องโถงหลายจุด และมีช่องแคบมาก ช่วงฤดูฝน ไม่มีใครเข้าไปในถ้ำ เพราะมีตาน้ำ ซึ่งน้ำจะไหลออกมาแรงมาก หินก็ลื่นอันตราย

ด้านนายสวัสดิ์ ทวีรัตน์ ผอ.ส่วนอุทธยานแห่งชาติ สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 15 (เชียงราย) ได้เดินทางมายังวนอุทยานและสอบถามข้อมูล พร้อมให้เจ้าหน้าที่ของป่าไม้ทราบว่า นักท่องเที่ยวคนนี้ เข้ามาในวนอุทยานด้านประตูข้าง ไม่ได้ผ่านประตูหน้า เจ้าหน้าที่จึงไม่ได้เห็น มีพยานเป็นแม่ค้าคนเดียวเท่านั้น

“ตอนนี้เราได้กระจายทีมออกค้นหาตลอด จนกว่าจะพบไม่ว่าจะเป็นหรือตายก็ตาม แต่เชื่อว่ายังมีชีวิตอยู่ เพราะผู้ที่สูญหาย มีการเตรียมสเบียงอาหารมาเป็นอย่างดี คาดว่าจะเคยไปนั่งสมาธิในสถานที่ต่างๆมาแล้ว แต่ยังไม่ทราบว่าจะเกิดปัญหาอะไรกับนักท่องเที่ยว รอทีมค้นหาแจ้งมาอีกที” นายสวัสดิ์ กล่าว

นายอนุสรณ์ วัตถุเจริญ อายุ 33 ปี อาสากู้ภัยสยามรวมใจแม่สาย กล่าวว่า ตนเดินเข้าถ้ำไปเมื่อวานช่วงบ่าย ใช้เวลากว่า 3 ชั่วโมง แต่ก็ไม่พบ เจอเพียงรอยเท้า และร่องรอยขีดเขียนตามผนังถ้ำ แต่ไม่สามารถระบุได้ว่า เป็นรอยเก่าหรือรอยใหม่ ในถ้ำเดินไปหาร่วมกับชาวบ้านที่ชินทาง มีจุดเดียวที่เข้าไม่ได้ เพราะมีน้ำท่วมต้องใช้อุปกรณ์ดำน้ำ ถ้าผ่านจุดนี้ไปได้ ก็จะเจอห้องโถงอีกห้อง มีความหวังว่า นักท่องเที่ยวคนนี้ยังคงอยู่ในจุดนั้น หลายคนยังมีความหวังว่าจะเจออยู่ หากฝนทิ้งช่วงสัก 2-3 วันน้ำในถ้ำอาจจะลดลง น่าจะเข้าไปได้

ด้าน พตท.ฉันทฤทธิ์ เหล่าไพโรจน์จารี สารวัตรท่องเที่ยว เชียงราย เดินทางมาสอบถามข้อมูลจากแม่ค้าและเจ้าหน้าที่ เพื่อหาข้อมูลเพิ่มเติม พร้อมทั้งไปขอภาพจากกล้องวงจรปิดจาก สถานที่ต่างๆ ตรวจสอบร้านค้าจักรยานใกล้เคียง เพื่อหาข้อมูล ตอนนี้ยังไม่มีการแจ้งความคนหายในพื้นที่ จึงไม่ทราบว่า คนที่หายชื่ออะไร เป็นชาวประเทศใด ทางตำรวจท่องเที่ยวไม่นิ่งนอนใจ เพราะเป็นเรื่องที่ต้องเร่งหาข้อมูล เพื่อติดตามญาติให้ได้ก่อน ทั้งนี้ยังหาข้อมูลจากบ้านเช่า เกสเฮาส์ ใกล้เคียง ว่ามีชายลักษณะใกล้เคียงที่หายไปพร้อมจักรยานเข้าพักอาศัยหรือไม่

ที่มา>>>ข่าวสด