ไขความสำเร็จน้ำอัดลม ‘เอส’ ฉบับ ‘เสริมสุข’ ใต้ปีกเจ้าสัว

หลังจากไม่กี่ปีที่ผ่านมา มีจุดเปลี่ยนสำคัญอีกครั้งในตลาดน้ำอัดลมเมืองไทย เมื่อเป๊ปซี่คู่แข่งทางธุรกิจสำคัญของโค้ก 2 แบรนด์น้ำอัดลมรายใหญ่ในไทยและทั่วโลกแยกทางกับเสริมสุข ก่อนที่เสริมสุขจะได้ขายหุ้นให้กับกลุ่มบริษัท ไทยเบฟเวอเรจ พร้อมเปิดตัวแบรนด์ “เอส” ลงสู่ตลาดน้ำอัดลม

จากนั้นเรื่อยมา แม้จะมีน้ำอัดลมอีกอย่างน้อย 1-2 แบรนด์ ส่งสินค้าทำตลาดในเมืองไทย แต่ต้องยอมรับว่า คู่แข่งขันจริงๆ มีส่วนแบ่งทางการตลาดเป็นกอบเป็นกำแล้ว มีเพียงเป๊ปซี่ โค้กและเอสเท่านั้น โดยอะไรทำให้เอส ซึ่งนับว่า เป็นน้องใหม่ประสบความสำเร็จในธุรกิจพอตัว วันนี้ “ไทยรัฐออนไลน์” จะพาไปไขคำตอบจาก “นายวิเวก ชาห์บรา” กรรมการผู้จัดการ บริษัท เสริมสุข จำกัด (มหาชน)

ย้อน 3 ปี แจ้งเกิด “เอส”

บริษัท เสริมสุข จำกัด (มหาชน) เริ่มดำเนินธุรกิจน้ำอัดลมตั้งแต่ปี พ.ศ. 2496 โดย สามารถวางรากฐานอุตสาหกรรมน้ำอัดลมในไทยมายาวนานกว่า 60 ปี นอกจากนี้ยังได้ขยายธุรกิจสู่การผลิตและจำหน่ายเครื่องดื่มไม่อัดลมชั้นนำอีกมากมาย อาทิ น้ำดื่มคริสตัล เครื่องดื่มเกลือแร่ ชาพร้อมดื่มโออิชิ และสามารถก้าวเป็นบริษัทเครื่องดื่มไร้แอลกอฮอล์ครบวงจรรายแรกของประเทศ จนกระทั่งเมื่อปี พ.ศ. 2555 หรือประมาณ 3 ปีที่ผ่านมา บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ โลจิสติกส์ จำกัด เข้ามาถือหุ้นใหญ่และผนึกรวมเป็น 1 ใน 5 บริษัทในกลุ่มไทยเบฟฯ บริษัท เสริมสุขฯ จึงตัดสินใจเปลี่ยนทิศทางการดำเนินธุรกิจทำแบรนด์ของตัวเองขึ้นมา จึงเป็นจุดเริ่มต้นของแบรนด์เอส“วิเวก ชาห์บรา” ผู้บริหารเสริมสุข

แทรกกลางโค้ก-เป๊ปซี่ แชร์ตลาด 10%

ตลาดทั่วโลก แบรนด์เอสจะมี 2 คู่แข่งสำคัญ คือ โค้กและเป๊ปซี่ ซึ่งเบอร์ 1 ของตลาดทั่วโลกถ้าไม่ใช่โค้กก็ต้องเป๊ปซี่เท่านั้น โดยมีเพียงในตลาดประเทศไทยที่ยังมีความสูสี เพราะฉะนั้น การเข้ามาของเอสจึงเป็นการเข้ามาในตลาดที่ค่อนข้างท้าทายมาก แต่ถ้าพูดถึงสิ่งที่ทำมาตลอด 3 ปี ต้องยอมรับว่าเอสสามารถสร้างส่วนแบ่งทางการตลาดได้ ประมาณ 10% ถือว่าประสบความสำเร็จพอสมควร ในช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมาเอสค่อนข้างมียอดขายดีมาก ตลอด 2 เดือนที่ผ่านมา โรงงานผลิต 24 ชั่วโมง ทุกวัน ไม่มีวันหยุด เพื่อเป็นการรองรับความต้องการของลูกค้าที่เพิ่มขึ้น

ร้อน+แคมเปญกระตุ้นการบริโภค

ไตรมาสแรกของปีนี้ เนื่องจากประเทศไทยประสบภาวะอากาศร้อนมาก ผู้บริโภคจึงมีความต้องการดื่มมากขึ้น นอกจากนี้ เอสยังมีแคมเปญใหม่ๆ เกิดขึ้น เช่น ผลิตภัณฑ์ เอสรสเกรปเบอร์รี่ ซึ่งเป็นน้ำสีที่ทำขึ้นมาใหม่ และขายดีมากในตลาด ต่อมา คือแคมเปญเป็นโปรโมชั่นแจกรถเบนซ์เมื่อปีที่แล้วและยังส่งผลมาถึงปัจจุบัน เพราะผู้บริโภคยังมีความต้องการซื้อสินค้าเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

ประเด็นต่อมา คือ แคมเปญที่เกิดขึ้นช่วงซัมเมอร์นี้ คือ เอสชวนลุ้นกอดคอณเดชน์ คูกิมิยะ เชียร์บอลนัดชิงแชมป์ที่ประเทศฝรั่งเศส นอกจากนี้ยังมีการทำโปรโมชั่นให้กับทางร้านค้า มีการกระตุ้นให้ผู้บริโภคซื้อน้ำบรรจุในขวดแก้วแทนขวดพลาสติก เพราะช่วยในเรื่องสิ่งแวดล้อมด้วยน้ำอัดลม “เอส” คู่ต่อกรเป๊ปซี่-โค้กในไทย

พอใจผลงาน เน้นโฟกัสตลาดน้ำสี

อย่างไรก็ตาม ทุกวันนี้ เอสพอใจกับความก้าวหน้า แต่ก็ยังมีการพัฒนานวัตกรรมใหม่ เพื่อสร้างความคึกคักให้กับตลาดตลอดเวลา ซึ่งเอส จะโฟกัสที่ตัวผลิตภัณฑ์น้ำสีเป็นหลักที่จะสร้างความแตกต่างได้

5 ปัจจัยมุ่งสู่ความสำเร็จของธุรกิจ

ถ้าพูดถึงกุญแจสำคัญที่ทำให้การดำเนินธุรกิจประสบผลสำเร็จมาจาก 5 ปัจจัยหลักๆ คือ 1. จำนวน 7 กลุ่มผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย ครอบคลุมความต้องการของผู้บริโภคกว่า 90% ซึ่งรวมถึง 4 แบรนด์หลัก ได้แก่ เอส น้ำดื่มคริสตัล ชาพร้อมดื่มโออิชิและ 100 พลัส 2. โรงงานผลิต 7 โรงงานและคลังสินค้าอีก 51 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งจะช่วยให้เอสจัดส่งสินค้าเร็วขึ้น ประหยัดขึ้น และสดใหม่ขึ้น 3. ได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มไทยเบฟฯ ช่วยให้เสริมสุขมีผลิตภัณฑ์หลากหลายมากยิ่งขึ้น 4. เครือข่ายในเรื่องการจำหน่ายที่สามารถเข้าถึงทุกพื้นที่ด้วยรถลำเลียงสินค้า 100 คัน และหน่วยรถขายมากกว่า 1,000 คัน และ 5. คณะผู้บริหารที่มีความเป็นมืออาชีพ มีประสิทธิภาพสูง

เผย 3 กลยุทธ์ เดินหน้าลุยเต็มตัว

กลยุทธ์ที่ 1 ขยายตลาด ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ ด้วยการส่งออกไปยังกลุ่มตลาดเออีซี พร้อมทั้งการลงทุนขยายสายการผลิตทุกๆ ปี โดยมีแผนเพิ่มสายการผลิต ที่ จ.ขอนแก่น ใน พ.ค.-มิ.ย. นี้ และที่ จ.สุราษฎร์ธานีในปี พ.ศ. 2560 กลยุทธ์ที่ 2 พัฒนาทีมขายและกระบวนการทำงาน เน้นการขยายโปรแกรมพรีเซลในพื้นที่กรุงเทพฯ และหัวเมืองใหญ่ ตลอดจนการอบรมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพทีมขาย บริหารสต๊อกสินค้า นอกจากนี้ ยังมีการอำนวยความสะดวกลูกค้าด้วยการใช้ระบบอีแบงกิ้งในการชำระเงิน ซึ่งกำลังศึกษาพัฒนาระบบ และกลยุทธ์ที่ 3 บริหารต้นทุนให้มีประสิทธิภาพ ทั้งการประหยัดใช้วัตถุดิบในการผลิตบรรจุภัณฑ์ ลดค่าใช้จ่ายด้านการขนส่งสินค้า และการบริหารคลังสินค้าให้มีกำไรนอกจาก “เอส” เสริมสุขยังมีสินค้าเครื่องดื่มอื่นๆ เพียบ

ชี้ภาษีน้ำอัดลมแก้ปัญหาทางเดียว

ในส่วนของภาษีเรื่องนี้นั้น ณ ปัจจุบันยังอยู่ในขั้นตอนการนำเสนอ ซึ่งผลจะออกมาเป็นอย่างไรคงต้องใช้เวลาติดตามกันอีกพอสมควร เพราะฉะนั้น ขึ้นอยู่กับว่ามติสุดท้ายจะออกมาเป็นอย่างไร

ทั้งนี้ เสริมสุข ได้ทำงานร่วมกับสมาคมส่งเสริมอุตสาหกรรมเครื่องดื่ม เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหมด เพื่อหาแนวทางเสนอแนะต่อไป ซึ่งตนขอให้ความเห็นว่า เรื่องภาษีเป็นเพียงการแก้ปัญหาทางเดียว แต่อีกทางที่มีความยิ่งใหญ่กว่า คือ เรื่องของการให้ความรู้กับประชาชนเกี่ยวกับการบริโภคที่เหมาะสมทั้งอาหารและเครื่องดื่ม ซึ่งน้ำตาลเป็นเพียงปัจจัยเดียว เพราะยังมีปัจจัยอื่นๆ เกี่ยวข้องด้วย และในฐานะที่เป็นบริษัท เราก็มีบทบาทหน้าที่ในการให้ผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย ตามความต้องการที่ต่างกันของผู้บริโภค

จ่อขยายพอร์ต-เน้นสินค้าสุขภาพ

เอสจะยังคงสร้างการเติบโตในกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่มีอยู่ ประกอบกับมุ่งเน้นผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพมากยิ่งขึ้น รวมทั้งการเปิดผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เช่น นม นมถั่วเหลืองและน้ำผลไม้ เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ผลการดำเนินงานช่วงไตรมาส 1 ที่ผ่านมานั้น เสริมสุขมียอดขายเพิ่มขึ้น 15% โดยเอสยังคงครองส่วนแบ่งที่ 10% น้ำดื่มคริสตัลมีส่วนแบ่งทางการตลาดเพิ่มขึ้น 17.3% และโออิชิมีส่วนแบ่งการตลาด 43% โดยเสริมสุขมีกำไรก่อนหักค่าใช้จ่ายดอกเบี้ย ภาษี และค่าเสื่อม 87 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาถึง 226%ความสำเร็จของ “เอส” และ “เสริมสุข” ในวันนี้

ที่มา>>>Thairath

ชาวบ้านร้อง ผวจ. อ้าง นายก อบต. ขอเก็บค่าต่อไฟเข้านา 2 ปียังเงี่ยบฉี่

ชาวบ้าน อ.ปทุมราชวงศา บุกร้องผู้ว่าฯ อำนาจเจริญ อ้างถูกเรียกเก็บเงิน จะนำไปสมทบกับ กฟภ. ต่อกระแสไฟฟ้าเข้าพื้นที่เกษตร 2ปีแล้วยังเงียบฉี่ ไปทวงถามก็ผัดผ่อน ด้าน นายก อบต. ยัน ไม่มีการเรียกเก็บเงินแต่อย่างใด

วันที่ 30 พ.ค. 59 ที่ศูนย์ดำรงธรรม ชั้น 1 ศาลากลางจังหวัดอำนาจเจริญ ได้มีชาวบ้านม่วงโป้ หมู่ 1, 2, 8, 4 ต.โนนงาม อ.ปทุมราชวงศา จ.อำนาจเจริญ นำโดย นางจิตสนา บุตตะ อายุ 36 ปี อยู่บ้านเลขที่ 156 หมู่ 1 ต.โนนงาม อ.ปทุมราชวงศา ประมาณ 100 คน เดินทางมาที่ศูนย์ดำรงธรรม เพื่อร้องเรียนต่อ นายยิ่งยศ ธนะจันทร์ ผู้ว่าฯ อำนาจเจริญ อ้างถูก นายแสง ทองห่อ นายก อบต.โนนงาม เรียกเก็บเงิน ครัวเรือนละ 1,200 บาท และ 1,700 บาท ประมาณ 40-50 ครอบครัว เพื่อจะนำไปเป็นเงินสมทบกับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ถ้าใครที่ต้องการจะต่อไฟฟ้าเพื่อการเกษตรออกไปยังที่นาของตนให้นำเงินมาจ่าย โดยจะทำสัญญากู้ยืมให้ เพื่อจะได้ประสานให้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคมาดำเนินการนางจิตสนา บุตตะ กล่าวอ้างว่า นายแสง ได้เก็บเงินไปตั้งแต่ปี 2557 กระทั่งบัดนี้ชาวบ้านก็ยังไม่ได้ไฟฟ้าเลย เมื่อพวกตนรวมตัวกันไปทวงถาม ก็จะผัดผ่อนไปเรื่อย กระทั่งเมื่อวันที่ 29 พ.ค. 59 เวลาประมาณ 09.00 น. จึงได้ประสานไปยังนักข่าวหลายสำนักใน จ.อำนาจเจริญ เพื่อจะให้ช่วยลงข่าวเรื่องนี้ให้สาธารณชนรับทราบ เมื่อนายแสง ทราบเรื่อง จึงได้เข้าพบตนพร้อมขอร้องไม่ให้นำเรื่องนี้ไปบอกนักข่าว พร้อมทั้งได้นำเงินมาคืนให้ชาวบ้านบางส่วน แต่คืนให้ไม่ได้ทั้งหมด และบางคนก็ไม่ยอมรับคืน เพราะต้องการจะร้องเรียนไปยัง ผวจ.อำนาจเจริญ ให้ขยายไฟฟ้าเข้าสู่ที่นาตามความต้องการ

ต่อมา ได้มี น.ส.เบ็ญจมาศ กำลังดี นิติกรสำนักงานจังหวัดอำนาจเจริญ ร.อ.ถนอม รสจันทร์ หน.ฝกร.กกล.รส.จว.อำนาจเจริญ เป็นผู้ออกมารับเรื่องร้องเรียน รับว่าจะนำเรื่องนี้ส่งให้ ผวจ.อำนาจเจริญ พิจารณาให้ความช่วยเหลือชาวบ้านเป็นการด่วน ต่อไปขณะที่ นายชาญณรงค์ ก้อนทอง ตัวแทนจากการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค กล่าวว่า เรื่องเงินที่ นายแสง ไปเรียกรับจากชาวบ้านมานั้น ขอเรียนว่าตนและการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจังหวัดอำนาจเจริญ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง และการขอไฟฟ้าเพื่อการเกษตรจะไม่มีการเรียกเก็บเงิน หรือต้องเสียเงินสมทบแต่อย่างใดทั้งสิ้น

ทางด้าน นายแสง ทองห่อ นายก อบต.โนนงาม ผู้ถูกร้องเรียน ได้เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า เรื่องนี้ตนไม่ทราบและขอปฏิเสธว่าไม่ได้เรียกรับเงินจากชาวบ้าน แม้แต่รายเดียว.

ที่มา>>>Thairath

คอมมานโดกองปราบสนธิทหารบุกค้นยาฯ ย่านอินทามระ 10 ได้ผู้ต้องหาหลายราย

ตำรวจคอมมานโด กองปราบปราม สนธิกำลังร่วม ร่วมกับทหารกองพลทหารราบที่ 1 รักษาพระองค์ และ ป.ป.ส. ในการเข้าตรวจค้น ปราบปรามยาเสพติดและอาวุธสงครามในย่านอินทามระ โดยสามารถจับกุมผู้ต้องหาและผู้ต้องสงสัยรวม 12 คน…

เมื่อเช้าวันที่ 30 พ.ค.2559 ตำรวจคอมมานโดกองปราบปราม สนธิกำลังร่วม ร่วมกับทหารกองพลทหารราบที่ 1 รักษาพระองค์ และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด หรือ ป.ป.ส. รวม 1 กองร้อย นำกำลังเข้าตรวจค้นภายในซอยอินทามระ 10 ซึ่งเป็น 1 ใน 499 ชุมชนตามแผนประชารัฐร่วมใจ ต้านภัยยาเสพติด ที่พบข้อมูลว่ามีการแพร่ระบาดของยาเสพติดนางสาวจันทร์เพ็ญ จิตร์วิวัฒน์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด กรุงเทพมหานคร ของ ป.ป.ส. ระบุว่าการทำงานครั้งนี้ถือเป็นการบูรณาการทำงานร่วมกันของทั้ง 3 หน่วยงาน ในการเข้าไปกดดันกลุ่มผู้ค้าให้หมดจากพื้นที่ และนำตัวกลุ่มผู้เสพออกมาบำบัดรักษา ซึ่งตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา ป.ป.ส. กทม. สามารถเข้าจู่โจมตรวจค้นเพื่อป้องกันและปราบปรามยาเสพติดในลักษณะนี้ได้แล้ว 378 ชุมชน

ขณะที่ พันตำรวจเอกต่อศักดิ์ สุขวิมล ผู้กำกับการปฏิบัติการพิเศษ กองบังคับการปราบปราม (คอมมานโด) กล่าวว่า พอใจสำหรับผลปฏิบัติการที่ออกมา ที่ผู้ปฏิบัติงานทุกคน ไม่ได้รับบาดเจ็บแต่อย่างใดตำรวจคอมมานโดกองปราบปราม สนธิกำลังร่วม ร่วมกับทหารกองพลทหารราบที่ 1 รักษาพระองค์ ตรวจคนบ้านเป้่าหมายในซอยอินทามระ 10

ผุ้ต้องหาและผู้ต้องสงสัยที่ถูก จนท.ควบคุมตัว

ส่วนเหตุผลที่ต้องเคลื่อนกำลังพลของคอมมานโด กองปราบ ในการเข้าตรวจค้น เนื่องจากการข่าวพบว่า พื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่สุ่มเสี่ยงที่อาจใช้อาวุธสงครามในการปะทะกับเจ้าหน้าที่ แต่ในการปฏิบัติงานกลับไม่พบอาวุธสงคราม พบเพียงยาไอซ์ พร้อมอุปกรณ์การเสพ และสามารถจับผู้ต้องสงสัยที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดรวม 12 คน ซึ่งเป็นบุคคลตามเป้าหมาย 2 คน

โดยทั้งหมดถูกควบคุมตัวไปทำประวัติที่กองพลทหารราบที่ 1 รักษาพระองค์ เพื่อตรวจสอบรายละเอียด หากพบว่ามีความเกี่ยวข้องกับยาเสพติด ทางทหารจะส่งตัวให้กับพนักงานสอบสวนดำเนินคดี ส่วนบุคคลใดที่ไม่มีความเกี่ยวข้องกับการค้ายาเสพติดจะถูกนำตัวไปปรับทัศนคติ.ยาเสพติดของกลาง

ที่มา>>>Thairath

สันติภาพซีเรียมืดมน! คุย 3 รอบไม่คืบ หัวหน้าเจรจาฝ่ายต่อต้าน ขอถอนตัว

สันติภาพในซีเรียห่างไกลไปอีก…หัวหน้าคณะเจรจาจากกลุ่มฝ่ายต่อต้านในซีเรีย ประกาศถอนตัวจากการเจรจาสันติภาพแล้ว ชี้ คุยกันมา 3 รอบ ยังมองไม่เห็นความสำเร็จ เพราะรบ.ประธานาธิบดีอัสซาด สุดดื้อ แถมยังทิ้งระเบิดโจมตีไม่หยุด

เมื่อวันที่ 30 พ.ค.59 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานโอกาสที่จะได้เห็นสันติภาพในซีเรียต้องเลือนรางลงอีก เมื่อ นายโมฮัมเหม็ด อัลลูช หัวหน้าการเจรจาของกลุ่มฝ่ายต่อต้านรัฐบาลซีเรีย ‘คณะกรรมการเจรจาระดับสูง’ หรือ HNC ได้ถอนตัวจากการเจรจาแล้ว โดยให้เหตุผลว่า การเจรจาที่ผ่านมาไม่สามารถนำไปสู่การบรรลุข้อตกลงทางการเมืองหรือช่วยคลี่คลายสถานการณ์เลวร้ายในพื้นที่ที่ถูกโอบล้อมด้วยศัตรูฝ่ายตรงข้ามได้

นายอัลลูช กล่าวด้วยว่า การเจรจาทั้ง 3 รอบที่ผ่านมา ไม่ประสบความสำเร็จ เพราะความดื้อดึงของรัฐบาลประธานาธิบดีบาชาร์ อัล อัสซาดแห่งซีเรียที่ปกครองประเทศ รวมทั้งยังคงเดินหน้าทิ้งระเบิดและรุกรานประชาชนชาวซีเรียบีบีซีแจ้งว่า รัฐบาลซาอุดีอาระเบีย ซึ่งสนับสนุนคณะกรรมการเจรจาระดับสูง HNC ซึ่งมีนายอัลลูชเป็นหัวหน้าคณะเจรจา ได้แสดงความผิดหวังเกี่ยวกับความคืบหน้าของการเจรจาสันติภาพในซีเรีย พร้อมทั้งไม่พอใจที่ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมแก่ชาวซีเรียที่อยู่ในพื้นที่ที่ถูกโอบล้อมโดยฝ่ายตรงข้ามไม่สามารถเข้าไปถึงได้ทั้งนี้ ฝ่ายที่เป็นปรปักษ์กันในซีเรียได้เปิดเจรจาสันติภาพ ที่นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เมื่อ 14 มีนาคม ที่ผ่านมา หนึ่งวันก่อนครบรอบ 5 ปี สงครามกลางเมืองในซีเรีย ที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วกว่า 270,000 คน และชาวซีเรียต้องอพยพลี้ภัยไร้ที่อยู่นับ 11 ล้านคน

ที่มา>>>Thairath

หน.อช.เขาแหลม แจงรังวัดปรับแนวเขตป่าอนุรักษ์ ดำเนินตาม พ.ร.ก.ป่าเขา

หน.อช.เขาแหลม แจง รังวัดปรับปรุงแนวเขตพื้นที่ป่าอนุรักษ์ ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาแหลม เป็นการดำเนินการโดยเจ้าหน้าที่จากส่วนรังวัดที่ดินป่าไม้ กรมอุทยานฯ โดยเบื้องต้นได้ทำความเข้าใจกับ ปชช.แล้ว เพราะดำเนินการตามแนว พ.ร.ก.บริเวณที่ดินป่าเขาช้างเผือก ป่าเขาบ่อแร่ ป่าเขาพระฤาษี และป่าห้วยเขย่ง…

จากกรณีนายนิยม กลิ่นมณฑา กำนันตำบลปรังเผล พร้อมผู้ใหญ่บ้าน หมู่ 1 หมู่ 2 หมู่ 3 และหมู่ 4 อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี และชาวบ้านในพื้นที่กว่า 100 คน เข้าพบนายปกรณ์ กรรณวัลลี นายอำเภอสังขละบุรี จ.กาญจนบุรี เพื่อยื่นหนังสือขอความเป็นธรรม ให้ตรวจสอบกรณีเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติเขาแหลม เข้าไปปักหลักแนวเขตอุทยานฯ ตามโครงการปรับปรุงแผนที่แนวเขตที่ดินของรัฐ (One Map) ทับซ้อนโฉนดที่ดินชาวบ้านจำนวน 42 แปลง แปลงละ 14 ไร่ ที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตจัดสรรให้ จากการสร้างเขื่อนวชิราลงกรณ ก่อนประกาศเป็นเขตอุทยานฯ ในปี พ.ศ.2535 และทับซ้อนพื้นที่ทำกินของประชาชนที่อยู่ในเขตนิคมสหกรณ์ ซึ่งนายปกรณ์ ได้เชิญตัวแทนเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติเขาแหลมมาชี้แจงให้ชาวบ้านเข้าใจ โดยมีเจ้าหน้าที่ทหารหน่วยเฉพาะกิจลาดหญ้า กกล.สุรสีห์ เข้าร่วมรับฟังล่าสุด เวลา 15.00 น. วันที่ 26 พ.ค.59 นายเทวินทร์ มีทรัพย์ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติเขาแหลม อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี เปิดเผยว่า กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้มีคำสั่งที่ 2801/2558 ลงวันที่ 10 พ.ย.58 เรื่องให้ข้าราชการ ลูกจ้างประจำและพนักงานราชการไปปฏิบัติงานรางวัดปรับปรุงแนวเขตพื้นที่ป่าอนุรักษ์ เพื่อเร่งรัดจัดทำแนวเขตป่าอนุรักรักษ์ให้แล้วเสร็จภายในเวลาที่กำหนด และรังวัดปรับปรุงแนวเขตพื้นที่ป่าอนุรักษ์ เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และบรรลุตามแผนงานที่ได้กำหนดเอาไว้ ข้อเท็จจริงคือ ส่วนรังวัดที่ดินป่าไม้ ได้มีหนังสือ ที่ ทส.0913.605/59 ลงวันที่ 21 มี.ค.59 เรื่องการดำเนินการปรับปรุงรังวัดปรับปรุงแนวเขต แจ้งให้อุทยานแห่งชาติเขาแหลมทราบว่า นายคมสัน สามารถ นายช่างสำรวจชำนาญงาน หัวหน้าปฏิบัติงานสายที่ 11 และคณะเจ้าหน้าที่จะเข้าไปดำเนินงานรังวัดปรับปรุงแนวเขตพื้นที่ป่าอนุรักษ์ ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาแหลม จังหวัดกาญจนบุรี ตั้งแต่เดือน เม.ย.59 เป็นต้นไป จนกว่าจะแล้วเสร็จ และขอให้อุทยานแห่งชาติเขาแหลมแต่งตั้งเจ้าหน้าที่เข้าร่วมดำเนินการด้วย ดังนั้นอุทยานแห่งชาติเขาแหลมจึงได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่สายตรวจชุดที่ 1 เข้าร่วมดำเนินการรังวัดดังกล่าว นำโดยนายนาม เจริญกุล พนักงานพิทักษ์ป่า ส 2 ซึ่งก่อนเข้าดำเนินการได้ประสานกับผู้นำชุมชนเรียบร้อยแล้ว สำหรับพื้นที่ดำเนินการรังวัดดังกล่าวอยู่ในท้องที่ หมู่ 1 หมู่ 2 หมู่ 3 และหมู่ 4 ต.ปรังเผล อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี

โดยการรังวัดดังกล่าวได้ดำเนินการปักหลักแนวเขตตามแนวพระราชกฤษฎีกากำหนดบริเวณที่ดินป่าเขาช้างเผือก ป่าเขาบ่อแร่ ป่าเขาพระฤาษี และป่าห้วยเขย่ง ในท้องที่ตำบลไล่โว่ ตำบลหนองลู ตำบลปรังเผล อำเภอสังขละบุรี และตำบลชะแล ตำบลปิล๊อก ตำบลท่าขนุน อำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี ให้เป็นอุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2534 (อุทยานแห่งชาติเขาแหลม) การดำเนินการดังกล่าวได้ดำเนินการมาระยะหนึ่งแล้วต่อมา 25 พ.ค.59 นายนิยม กลิ่นมณฑา กำนันตำบลปรังเผล และชาวบ้านในพื้นที่ได้ยื่นหนังสือต่อนายปกรณ์ กรรณวัลลี นายอำเภอสังขละบุรี เพื่อยื่นหนังสือขอความเป็นธรรมให้ตรวจสอบกรณีการปักเขตดังกล่าว เนื่องจากได้มีการปักหลักทับแนวเขตโฉนดที่ดินของราษฎร ซึ่งนายปกรณ์ ได้เชิญตัวแทนของอุทยานแห่งชาติเขาแหลมมาชี้แจงให้ชาวบ้านเข้าใจ โดยมีเจ้าหน้าที่ทหารหน่วยเฉพาะกิจลาดหญ้า กกล.สุรสีห์ เข้าร่วมรับฟัง ซึ่งอุทยานแห่งชาติเขาแหลมได้มอบหมายให้นายสุภาพ งามทองเหลือง เจ้าพนักงานป่าไม้ชำนาญงาน เป็นผู้เข้าชี้แจง ราษฎรได้ขอให้อุทยานแห่งชาติเขาแหลมนำหลักแนวเขตที่ไปปักทับซ้อนกับพื้นที่โฉนดออกไปก่อน เพื่อให้ชาวบ้านสบายใจ ส่วนหลักเขตที่นำไปปักทับซ้อนที่ดินทำกินที่อยู่ในเขตนิคมสหกรณ์ให้คงไว้ดังเดิม ขอชี้แจงว่า การดำเนินการรังวัดปักแนวเขตดังกล่าวข้างต้น เป็นการดำเนินการโดยเจ้าหน้าที่จากส่วนรังวัดที่ดินป่าไม้ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช โดยมีเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติเขาแหลมร่วมดำเนินการ ซึ่งเป็นไปตามคำสั่งกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เพื่อเร่งรัดจัดทำแนวเขตป่าอนุรักษ์ให้แล้วเสร็จภายในเวลาที่กำหนด และรังวัดปรับปรุงแนวเขตป่าพื้นที่อนุรักษ์ เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และบรรลุผลตามแผนงานที่กำหนดไว้ จึงเป็นไปตามอำนาจหน้าที่ เพื่อประโยชน์ของทางราชการเป็นสำคัญ ซึ่งก่อนเข้าไปดำเนินการได้ประสานกับผู้นำชุมชนเพื่อทำความเข้าใจแล้ว.

ที่มา>>>Thairath

หรอยจังฮู้! ชวนกินอาหาร 2 ทะเล อร่อยได้ ไร้แอลกอฮอล์ ที่แหลมสมิหลา

สงขลาชวนเที่ยว! เริ่มแล้วงานเทศกาลอาหารสองทะเล อร่อยได้ ไร้แอลกอฮอล์ ครั้งที่ 17 ประชาชน นักท่องเที่ยวร่วมงานคึกคัก ชิมอาหารทะเลสดๆ กว่า 100 ร้านค้า ในราคาไม่แพง

เมื่อช่วงค่ำวันที่ 26 พ.ค. 59 ที่บริเวณสระบัว แหลมสมิหลา อ.เมืองสงขลา ซึ่งเป็นสถานที่จัดงานเทศกาลอาหารสองทะเล อร่อยได้ ไร้แอลกอฮอล์ ครั้งที่ 17 ประจำปี 2559 และเริ่มเปิดงานวันนี้เป็นวันแรก มีประชาชนและนักท่องเที่ยวจำนวนมากเดินทางมาชิมอาหารทะเลกันอย่างคึกคัก โดยมีร้านค้าจำหน่ายทั้ง กุ้ง หอย ปู ปลา นำขึ้นสดๆ จากทะเล ทั้งทอด ทั้งย่าง กันใหม่ๆ ร้อนๆ ในราคาที่ไม่แพง โดยทางเทศบาลนครสงขลา ได้จัดโต๊ะเก้าอี้กว่า 300 ชุด สำหรับให้ประชาชนและนักท่องเที่ยว นั่งชิมอาหารทะเลสดๆอร่อยจ้า หอยแครงสด ตัวใหญ่ๆ ที่สงขลา

ทั้งนี้ ภายในงานมีการออกร้านจำหน่ายอาหารทะเล และอาหารพื้นบ้าน ผลิตภัณฑ์แปรรูปจากทะเล สินค้า OTOP ของชุมชน การแสดงบนเวที การแสดงศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้านและศิลปวัฒนธรรมในแต่ละภาค จากสถาบันการศึกษาต่างๆ การแสดงดนตรีของศิลปินที่มีชื่อเสียง การแข่งขันประกอบอาหาร สาธิตการประกอบอาหาร และอื่นๆ อีกมากมาย พร้อมชมฟรีคอนเสิร์ตจากศิลปินดัง การประกวดนางสาวสมิหลา ซึ่งได้รับความสนใจจากสาวงามทั่วประเทศเข้าร่วมแม่ค้าเผาปลาสด บริการลูกค้า

สำหรับเทศกาลอาหารสองทะเล อร่อยได้ ไร้แอลกอฮอล์ ครั้งที่ 17 เทศบาลนครสงขลา ร่วมกับ จ.สงขลา อบจ.สงขลา การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานหาดใหญ่ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ และหน่วยงานภาคเอกชน จัดขึ้น ระหว่างวันที่ 26 พ.ค.-6 มิ.ย. 59 ณ บริเวณสระบัว แหลมสมิหลา โดยจะมีพิธีเปิดงานอย่างเป็นทางการในวันที่ 28 พ.ค. นี้ชาวบ้านแห่มาร่วมงาน เทศกาลอาหารสองทะเล อร่อยได้ ไร้แอลกอฮอล์ ครั้งที่ 17 กันอย่างคึกคัก

ที่มา>>>Thairath

มะนาวในกระถาง ปลูกยังไงให้ลูกดก

มะนาวแพง ซื้อพันธุ์มาปลูกที่บ้าน พื้นที่มีจำกัดต้องปลูกในกระถาง จนแล้วจนรอดไม่เคยได้ลูก…เป็นปัญหาที่หลายคนพบเจอ วันนี้อดีตข้าราชการเกษียณ มีเคล็ดลับปลูกในกระถางให้ลูกดก

“หลังจากเกษียณใช้เวลาว่างทดลองปลูกมะนาวในกระถาง กว่าจะได้สูตรที่ลงตัว ต้องใช้เวลาถึง 7 ปี ถึงจะรู้เรื่องวิธีการ สูตรปุ๋ย การป้องกันแมลง การทำนอกฤดู รวมถึงเรื่องพันธุ์มะนาว ต้องใช้แป้นพิจิตร เพราะทำนอกฤดูติดลูกง่าย ผลดกใหญ่ ระบบรากแข็งแรง ทนต่อโรคแคงเกอร์และแมลงมากกว่าพันธุ์อื่น”วิธีการปลูก อ.ประเวศ แสงเพชร อดีตข้าราชการกรมวิชาการเกษตร แนะหากต้องการบังคับนอกฤดู ควรใช้กระถาง 15-18 นิ้ว เพื่อให้รากเดินสะดวก วัสดุใช้ปลูก ดินร่วน 3 ส่วน กากมะพร้าว 1 ส่วน ผสมปุ๋ยคอกเล็กน้อย …ที่สำคัญตอนลงกิ่งพันธุ์มะนาวในกระถาง ต้องมีไม้หรือเสาค้ำ ป้องกันต้นล้มเมื่อลงกิ่งตอนแล้ว โรยปุ๋ยสูตรเสมอ 15-15-15 อัตรา 1 ช้อนโต๊ะ ให้ทั่ว รดน้ำวันละครั้ง ไม่กี่วันเมื่อต้นมะนาวตั้งตัวได้ จะเริ่มผลิใบอ่อน ให้ปุ๋ยเดือนละครั้ง จนต้นอายุครบ 3 เดือน จากนั้นเปลี่ยนมาให้ 15 วันครั้ง จนกว่าจะถึงเวลาทำผลนอกฤดู

หากมะนาวออกดอกช่วงที่ต้นอายุยังไม่ครบ 1 ปี ให้เด็ดดอกทิ้งเพื่อให้ได้ต้นสมบูรณ์ที่สุดอ.ประเวศ ย้ำ ใบอ่อนสำคัญมาก เพราะถือเป็นตัวชี้วัดว่าต้นสมบูรณ์หรือไม่ แถมใบอ่อนยังเป็นอาหารโปรดของแมลง ฉะนั้น ตั้งแต่เริ่มปลูก ต้องป้องกันแมลง…ใช้ยาเส้นครึ่งถุงแช่น้ำสะอาด 1 ลิตร ทิ้งไว้ 3 ชม.กรองเอาแต่น้ำ เติมเหล้าขาว 2 ฝา เขย่าให้เข้ากัน ใส่ฟ็อกกี้ฉีดให้ทั่วต้น 2-3 ครั้ง ที่เหลือเก็บไว้ฉีดเมื่อพบแมลงรบกวน

เมื่อต้นอายุครบ 1 ปี ให้ตอนกิ่งสมบูรณ์เก็บไว้เป็นพันธุ์ พร้อมตัดแต่งทรงพุ่ม ทารอยแผลที่ตัดแต่งด้วยปูนแดงหรือสีน้ำมัน เพื่อป้องกันเชื้อรา บำรุงต้นให้สมบูรณ์

การบังคับให้ออกผลนอกฤดู…ให้เริ่มที่งดน้ำในเดือนตุลาคม เพื่อบังคับให้มะนาวออกผลทันเก็บในเดือนเมษายน ช่วงที่มะนาวแพงงดการให้น้ำราว 1-2 สัปดาห์ คลุมต้นด้วยวัสดุใสป้องกันฝนหลงฤดู เมื่อเห็นใบเริ่มม้วนกรอบ จึงเปิดพลาสติกออก โรยปุ๋ยสูตร 12-24-12 อัตรา 1 ช้อนโต๊ะ ห่างโคนต้นเล็กน้อย แล้วรดน้ำ และปรับเปลี่ยนกลับมารดน้ำวันละครั้งเหมือนเดิม แต่หากร้อนจัดให้รดวันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น และควรหาอะไรมาพรางแสงแดดให้ต้นมะนาวด้วยจะยิ่งดี….ภายใน 7 วัน ต้นมะนาวจะเริ่มออกดอกให้เห็น

ช่วงนี้รดน้ำให้สม่ำเสมอ เปลี่ยนให้ปุ๋ยสูตร 15-15-15 ตามสูตรเดิมอีกครั้ง หรือสูตร 13-13-21 ก็ได้ ที่สำคัญต้องควบคุมแมลงตามขั้นตอนที่กล่าวมาข้างต้น ทำเพียงเท่านี้ก็จะได้มะนาวลูกดกในเดือนเมษายน…อยากรู้ลึก รู้จริงมากกว่านี้ สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ 08-1624-0684.

กรวัฒน์ วีนิล

ที่มา>>>Thairath

โรฮีนจาแหกห้องขัง ตม.ทนหิวไม่ไหวลงเขาหาของกิน จับได้อีก 2

จับได้อีก 2 โรฮีนจาแหกห้องขัง ตม.พังงา หนีขึ้นเขาทอย ทนความหิวไม่ไหวแอบลงมาหาของกินตอนกลางคืน หลังจากไม่ได้กินมา 3 วัน กำนันเลยปรับแผนดักจับในจุดที่คาดว่าจะต้องลงมาหาอาหาร ยังเหลืออีก 4 คน จากทั้งหมดที่แหกหนีมาด้วยกัน 21 คน…

วันที่ 26 พ.ค.59 ผู้สื่อข่าวรายงานกรณี เหตุการณ์ชาวโรฮีนจาจำนวน 21 คน แหกห้องขังสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองพังงา โดยใช้ใบเลื่อยเหล็กตัดตาข่ายเหล็กห้องควบคุมตัวบริเวณชั้น 2 โรยตัวลงมาสู่พื้นดิน ที่ผ่านมา ก่อนจะแยกย้ายหลบหนีไปบริเวณเขาทอย เจ้าหน้าที่สามารถติดตามจับกุมได้แล้ว 14 คน เสียชีวิต 1 คน ยังหลบหนีอีก 6 คน (ตม.พังงา ปูพรมล่าโรฮีนจา ซิวได้เพิ่มเป็น15 เหลืออีก 6ราย)

ล่าสุด นายทรงยศ นาคฤทธิ์ กำนันตำบลถ้ำน้ำผุด พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองพังงาและชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้านตำบลถ้ำน้ำผุด สามารถจับกุมชาวโรฮีนจาได้เพิ่มอีก 2 คน บริเวณร้านขายของฝากริมถนนสายพังงา-ทับปุด ม.3 ต.ถ้ำน้ำผุด อ.เมืองพังงาก่อนควบคุมตัวกลับห้องควบคุมตัวตรวจคนเข้าเมืองพังงา ทำให้ขณะนี้ยังคงเหลือผู้ที่หลบหนีอีก 4 คนจนท.จับกุมชาวโรฮีนจาได้เพิ่มอีก 2 คน บริเวณร้านขายของฝากริมถนนสายพังงา-ทับปุด ม.3 ต.ถ้ำน้ำผุด อ.เมืองพังงา

นายทรงยศ นาคฤทธิ์ กำนันตำบลถ้ำน้ำผุด เปิดเผยว่า หลังจากติดตามอย่างต่อเนื่องเป็นวันที่ 3 จึงร่วมกันปรับแผนการค้นหาเป็นแบบกระจายกำลังดักซุ่มในจุดที่น่าสงสัย เพราะคาดว่าชาวโรฮีนจาที่หลบหนีจะต้องออกมาหาอาหารกินอย่างแน่นอน จนได้พบร่องรอยในพื้นที่ป่าชายเลนและบ่อเลี้ยงกุ้งร้างบริเวณบ้านท้ายทอยจึงได้นำกำลังปิดล้อมพื้นที่ แต่ยังไม่พบตัว และในช่วงเวลา 21.30 น.ชุดลาดตระเวนพบเห็นชายต้องสงสัย 2 คนแอบซุ่มอยู่ริมถนน จึงเรียกกำลังเสริม ก่อนล้อมจับไว้ได้ ทราบว่าเป็น 2 คนที่หลบหนีขึ้นไปบนภูเขาทอย ก่อนจะทนความหิวไม่ไหวจึงอาศัยความมืดลงมาหาอาหารกิน.

ที่มา>>>Thairath

ตกใจ! ปะการังใต้น้ำทะเลกระบี่ขาวโพลน ‘ดร.ธรณ์’ หารือวาง3มาตรการแก้ด่วน

เครดิตภาพ โดย ทีมวิจัยของอุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา-หมู่ เกาะพีพี

‘ดร.ธรณ์’ เผยหลังสำรวจปะการังในเขตอุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี พบปะการังฟอกขาวเกิดทุกพื้นที่ หมู่เกาะปอดะ ทะเลแหวกวิกฤติสุดถึง 90% เสนองดดำน้ำ 5 จุดที่เสียหาย ปิดกั้นคนเข้าพื้นที่ วอนไม่ปล่อยของเสียลงทะเล…

เมื่อวันที่ 25 พ.ค.2559 ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ รองอธิการบดี ม.หาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และเป็นนักวิชาการทางทะเลชื่อดัง กล่าวว่า ภายหลังจากที่ได้ลงสำรวจปะการังในเขตอุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี ซึ่งเป็นการร่วมมือกันระหว่างมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ อุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี และนักอนุรักษ์ในท้องถิ่น พบว่าปรากฏการณ์ปะการังฟอกขาวเกิดทุกพื้นที่ โดยแบ่งเป็น 3 ระดับ คือ ปานกลางไม่เกิน 50 เปอร์เซ็นต์พบที่หมู่เกาะพีพีกระจายอยู่ทั่วไปประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์ ระดับรุนแรง พบในหมู่เกาะพีพี 20 เปอร์เซ็นต์ และระดับวิกฤติพบในหมู่เกาะปอดะ ทะเลแหวกประมาณ 90 เปอร์เซ็นต์ที่หมู่เกาะปอดะ ทะเลแหวก พบปพการังฟอกขาวระดับวิกฤติถึง 90%

นักวิชาการทางทะเล กล่าวต่อว่า กรณีที่เกิดขึ้นจำเป็นที่จะต้องหามาตรการในการรับมือ ฟื้นฟู โดยหลังการสำรวจก็ได้หารือกับผู้ประกอบการทั้งภาครัฐ และเอกชนในท้องถิ่นได้ข้อสรุปออกมา 3 มาตรการ คือ งด ลด และควบคุม โดยงด คือการงดดำน้ำ 5 จุด ประกอบด้วย แนวปะการังน้ำตื้นที่ทะเลแหวก เกาะปอดะ และที่หมู่เกาะพีพี ลด 2 จุด โดยขอความร่วมมือไม่ให้เข้าไปในพื้นที่ และ ควบคุม ทุกพื้นที่จะมีการขอความมือผู้ประกอบการไม่ให้เข้าไปหากไม่จำเป็นหรือเลี่ยง ไปยังจุดอื่นที่ยังมีอยู่อีกหลายพื้นที่สภาพของแนวปะการังที่เกิดการฟอกขาว

ดร.ธรณ์ กล่าวด้วยว่า นอกจากนั้นยังได้หารือขอความร่วมมือ เพื่อรักษาระบบนิเวศ คือ ไม่กินฉลาม ไม่ขายปลานกแก้ว จัดการระบบน้ำเสียไม่ให้ไหลลงทะเล ซึ่งขณะนี้หน่วยงานท้องถิ่นกำลังดำเนินการอยู่ ขอความร่วมมือไม่ทิ้งขยะ และในเขตอุทยานห้ามใช้กล่องโฟม แต่ให้ใช้กล่องกระดาษแทน และอุทยานดูแลจัดการทุ่นจอดเรือ ทุ่นดำน้ำตื้น และทุ่นบอกแนวเขตกรณีห้ามเรือเข้าเพื่อให้ปะการังฟื้นตัวขึ้นมาเหมือนกับ เกาะยูง ที่ปิดไปก่อนหน้านี้ พบว่าไม่มีการฟอกขาวเพิ่ม สาเหตุก็เพราะไม่มีการรบกวนทั้งจากเรือและนักท่องเที่ยว.

ที่มา>>>Thairath

‘ครูแก้ว’ อดีต รมช.เกษตรฯ นำร่องปลูกเมล่อนญี่ปุ่น หนุนเกษตรทางเลือก

สุดเจ๋ง! ‘ครูแก้ว อดีต รมช.เกษตรฯ’ นำร่องปลูกเมล่อนญี่ปุ่น ชดเชยสวนยางตั้งฟาร์มตัวอย่าง หนุนเกษตรทางเลือก ควบแหล่งเที่ยวเชิงเกษตร พร้อมให้คำปรึกษา แนะนำพันธุ์ไปเพาะปลูกครบวงจร ผู้สนใจสามารถมาเยี่ยมชมเกษตรครบวงจรได้

เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2559 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นับเป็นข่าวที่สร้างความสนใจให้กับเกษตรกร พี่น้องประชาชน ภายหลัง นายศุภชัย โพธิ์สุ หรือครูแก้ว อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งถือเป็นอดีต ส.ส.ผู้แทนชาวนครพนม ขวัญใจชาวนครพนมหลายสมัย สายเลือดเกษตรกร ลูกชาวไร่ชาวนา 100 เปอร์เซ็นต์ ที่เคยต่อสู้ขับเคลื่อนผลักดันโครงการรัฐบาลมาหลายสมัย ในการส่งเสริมอาชีพการเกษตร เพื่อแก้ไขปัญหาความยากจนให้กับเกษตรกรนายศุภชัย โพธิ์สุ หรือครูแก้ว อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กับบทบาทใหม่ เกษตรกรผู้ปลูกเมลอน ที่พูนสุขฟาร์ม

ล่าสุดได้ใช้เวลาว่าง หลังพักงานการเมือง หันมาทำอาชีพเกษตรกรในการเปิดฟาร์มตัวอย่าง ในชื่อ พูนสุขฟาร์ม ในพื้นที่หลังตลาดพูนสุข ในเขตเทศบาลตำบลศรีสงคราม อ.ศรีสงคราม จ.นครพนม ทดลองทำการเกษตรทางเลือก ในการปลูกนำร่องเมล่อนญี่ปุ่น เป็นแห่งแรกของ จ.นครพนม จนประสบความสำเร็จ ส่งออกขายท้องตลาด สร้างความสนใจให้กับเกษตรกร เป็นอย่างมาก พร้อมเปิดเป็นศูนย์เรียนรู้เกษตรทางเลือก ในการสนับสนุนส่งเสริมให้เกษตรกร มาศึกษาเยี่ยมชม และนำไปเพาะปลูก สร้างรายได้

โดยเฉพาะเกษตรกรที่กำลังประสบปัญหาเรื่องปัญหาราคายางตกต่ำ ส่งผลต่อการขาดทุนอย่างหนัก ต้องแบกภาระหนี้สิน จึงต้องการที่จะส่งเสริมเกษตรกรหันมาปลูกเมล่อนญี่ปุ่นทดแทน สร้างรายได้ เพราะถือเป็นพืชที่ตลาดต้องการผลผลิตจำนวนมาก และมีราคาแพง ตกกิโลกรัมละ 150-200 บาท ที่สำคัญเป็นพืชที่ใช้น้ำน้อย ใช้ระยะเวลาปลูกสั้น แต่สามารถสร้างรายได้เป็นอย่างดี ซึ่งไม่เพียงจะเป็นฟาร์มตัวอย่าง ยังจะมีการพัฒนาส่งเสริมให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร ศึกษาการเกษตรทางเลือกสร้างอาชีพอีกด้วย

นายศุภชัย กล่าวว่า สำหรับที่มาของการปลูกพืชการเกษตรทางเลือก เมล่อนญี่ปุ่น เนื่องจากตนจะเป็นคนที่ชอบทำการเกษตรอยู่แล้ว เพราะครอบครัวมาจากชาวไร่ชาวนา จึงมีใจรัก และเข้าใจถึงหัวอกของเกษตรกร จนได้เดินหน้าทำงานการเมืองเพื่อต้องการสนับสนุนให้เกิดนโยบายรัฐบาลที่ประชาชน พี่น้องเกษตรกรได้ประโยชน์ จนได้มีโอกาสรับตำแหน่งอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ทำงานช่วยเหลือชาวไร่ ชาวนา ชาวสวนยางมาตลอดในการแก้ไขปัญหาผลผลิตการเกษตรตกต่ำทำฟาร์มปลูก จำนวน 6 ไร่ รวม 36 โรงเรือน ได้ผลผลิตชุดแรก ประมาณ 7,000 ลูก

“ภายหลังไม่ได้ทำงานการเมือง แต่ยังมีใจรักในการพัฒนาอาชีพการเกษตร โดยเฉพาะในช่วงที่ยางพาราเกิดวิกฤติราคาตกต่ำ จึงได้คิดค้นหาวิธีช่วยเหลือเกษตรกร ในการทำเกษตรทางเลือก เป็นที่มาของการปลุกเมล่อนญี่ปุ่น จึงได้ทำลองทำฟาร์มตัวอย่าง ปลูกเมล่อนญี่ปุ่น จนประสบความสำเร็จได้ผลผลิตออกสู่ตลาดเป็นรุ่นแรก ที่จะเป็นทางเลือกใหม่ให้เกษตรกรมาศึกษานำไปเพาะปลูกทดแทนการทำสวนยาง เพราะเป็นผลผลิตการเกษตรที่ถือว่า ตลาดกำลังต้องการ และมีราคาแพง เป็นผลดีต่อเกษตรกรมีรายได้เพิ่ม” เขากล่าว

นายศุภชัย กล่าวต่อว่า สำหรับเมล่อนญี่ปุ่น ถือเป็นเกษตรทางเลือกใหม่ เป็นพืชตระกูลแตง ที่ปลูกด้วยการเพาะเมล็ดพันธุ์ ก่อนนำมาเพาะปลูกในแปลง ที่เป็นโรงเรียนคลุมด้วยพลาสติกใส เนื่องจากเป็นพืชที่ค่อนข้างจะมีปัญหาเรื่องศัตรูพืช ต้องปลูกในโรงเรือน และต้องศึกษาเรียนรู้วิธีการปลูกมาอย่างดี แต่ถือว่าในสภาพอากาศบ้านเรามีความเหมาะสม เพราะเป็นพืชใช้น้ำน้อย ทนความร้อน เหมาะแก่ปลูกหน้าแล้ง แต่ไม่ชอบหน้าหนาว ใช้เวลาเพาะปลูกประมาณ 30 วัน จะสามารถผสมเกสร

“จากนั้นประมาณ 15 -20 วัน จะออกผลโต และสามารถเก็บผลผลิตขายได้ ในระยะเวลารวมประมาณ 80-90 วัน ซึ่งได้ทดลองทำฟาร์มปลูก จำนวน 6 ไร่ รวม 36 โรงเรือน ได้ผลผลิตชุดแรก ประมาณ 7,000 ลูก หรือประมาณ 15,000 กิโลกรัม มีราคาขายตามตลาดทั่วไป ประมาณกิโลกรัมละ 150-200 บาท ถือว่ามีราคาสูง แต่จะขายประมาณกิโลกรัมละ 80-100 บาท ให้เกษตรกรได้ซื้อไปรับประทานในราคาถูก หากขยันปลูกพื้นที่มาก คาดว่าจะสามารถทำเงินได้เดือนละหลายแสนบาท” นายศุภชัย  กล่าวตั้งเป้าจะเป็นศูนย์เรียนรู้เกษตรกรทางเลือกปลูกเมล่อน แห่งแรกของภาคอีสาน

นายศุภชัย กล่าวต่อว่า ถือได้ว่า เหมาะแก่เกษตรกรที่สนใจปลูกขายสร้างรายได้ ซึ่งในการปลูกถ้าเข้าใจศึกษาเรียนรู้ ถือว่าดูแลไม่ยาก และได้ผลผลิตดีเกินคาด และต้องเน้นปลอดสารพิษ ครูแก้ว กล่าวอีกว่า ภายหลังเห็นผลผลิตยอมรับว่าดีใจมาก ที่ได้เปิดฟาร์มทดลองปลูก หลังจากนี้จะทำเป็นศูนย์เรียนรู้เกษตรกรทางเลือกปลูกเมล่อน แห่งแรกของภาคอีสาน เปิดให้เกษตรกร หรือผู้สนใจ มาศึกษาเยี่ยมชมฟรี หรือใครสนใจที่จะศึกษานำพันธุ์ไปเพาะปลูกก็ยินดี เชื่อว่าจะเป็นเกษตรทางเลือกใหม่ ที่จะสามารถทำเงินทดแทนยางพาราได้อย่างแน่นอน

“จึงขอเชิญชวน พี่น้องเกษตรกร ประชาชน นักท่องเที่ยว ที่สนใจมาเที่ยวชมศึกษา โดยในอนาคตพื้นที่ตลาดพูนสุข ในเขตเทศบาลตำบลศรีสงคราม จะพัฒนาเป็นศูนย์เรียนรู้ แหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรกร ครบวงจร และยังเป็นตลาดกลางสินค้าเกษตร ที่สำคัญของ จ.นครพนม สามารถเลือกซื้อ เลือกชม สินค้าเกษตร ปลอดภัยได้อีกด้วย” นายศุภชัย กล่าว.

ที่มา>>>Thairath