ค้นบ้านตากอากาศ เจ้าสัวดัง ล่า”ธัมมชโย”-ไร้เงา

ดีเอสไอ-กรมที่ดิน ลุยสอบต่อ คฤหาสน์ศิษย์เอกธรรมกาย สร้างกลางป่าเขาพังงาได้ยังไง

บุกค้นบ้านตากอากาศหรูของเจ้าสัวชื่อดังศิษย์เอกวัดธรรมกายบนเขาที่พังงา ล่าตัว “พระธัมมชโย” ผู้ต้องหาหนีคดีฟอกเงิน-รับของโจร แต่ต้องปิดล้อมอยู่หลายชั่วโมงกว่าคนดูแลจะยอมเปิดประตูให้เข้าไปตรวจสอบแต่ก็ไร้ร่องรอย ชาวบ้านให้เบาะแสพระฉาวพร้อมลูกศิษย์ใกล้ชิดรู้แกวเผ่นลงเรือหนีไปก่อนหน้าแล้ว ตรวจสอบที่ตั้งบ้านพบอยู่ในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ
เมื่อวันที่ 9 มิ.ย. พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดี ดีเอสไอ พร้อมพ.ต.ท.กรวัชร์ ปานประภากร และพ.ต.ท.ประวุธ วงส์สีนิล รองอธิบดี พ.ต.ท.มนตรี บุณยโยธิน ผบ.สำนักคดีคุ้มครองผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม ดีเอสไอ เจ้าหน้าที่ชุดพยัคฆ์ไพร กรมป่าไม้ ตำรวจบก.ภ.จว.พังงา และทหารกองทัพภาคที่ 4 กว่า 150 นาย ตรวจค้นบ้านพักตากอากาศสองหลังชื่อบ้านดาวล้อม

โดยบ้านหลังดังกล่าวตั้งอยู่บนยอดเขาในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าควนโต๊ะหลา และ แหลมซำ ครอบคลุมพื้นที่ 2 ตำบล ประกอบด้วย ม.5 บ้านติเต๊ะ ต.คลองเคียน และ ม.9 บ้านบากัน ต.หล่อยูง อ.ตะกั่วทุ่ง จ.พังงา มูลค่ากว่า 30 ล้านบาท เดิมมีชื่อเจ้าของเป็นนักธุรกิจ ดังในพื้นที่ จ.ภูเก็ต แต่ขายต่อให้กับนักธุรกิจชื่อดังเจ้าของกิจการสื่อสาร ที่เป็นลูกศิษย์ใกล้ชิดพระธัมมชโย อดีตเจ้าอาวาสวัดธรรมกาย จ.ปทุมธานี ผู้ต้องหาหลบหนีคดีตามหมายจับ ในข้อหาร่วมกันฟอกเงินและ รับของโจรจากสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น จากการสืบสวนทราบว่าบ้านหลังดังกล่าว อาจใช้เป็นที่หลบซ่อนตัวของพระธัมมชโย

เมื่อไปถึงเจ้าหน้าที่พบว่า มีการตัดถนนคอนกรีตระยะทางกว่า 2.8 กิโลเมตร เพื่อใช้เดินทางเข้าบ้านพัก และมีท่าเทียบเรือติดอ่าวพังงา แต่ปิดล็อกกุญแจประตูเหล็กทางเข้าอย่างแน่นหนา ต้องใช้เวลาเจรจานานกว่า 3 ชั่วโมง จึงมีผู้ดูแลบ้านหลังดังกล่าวมาเปิดประตูให้เข้าไปตรวจสอบภายใน โดยอนุญาตเฉพาะเจ้าหน้าที่ดีเอสไอบางนาย และทหาร 4 นาย เข้าไปตรวจค้น ส่วนที่เหลือรวมถึงสื่อมวลชนไม่ยอมให้เข้าไปอย่างเด็ดขาด หลังตรวจค้นนานกว่า 4 ชั่วโมง ไม่พบร่องรอยพระธัมมชโย แต่มีชาวบ้านแจ้งเบาะแสว่า พระธัมมชโยและลูกศิษย์คนสำคัญหลบหนีไปก่อนหน้านี้แล้ว โดยใช้เรือเร็วหลบหนีไปทางทะเล เนื่องจากเจ้าหน้าที่ติดตามจับกุมได้ยากและสามารถขึ้นฝั่งได้หลายจุด

ต่อมาที่สำนักงาน บช.ภาค 8 ต.ไม้ขาว อ.ถลาง จ.ภูเก็ต พ.ต.อ.ไพสิฐและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ร่วมแถลงข่าวผลการตรวจค้นว่า สืบเนื่องจากกระทรวงยุติธรรมได้รับการร้องเรียนจากเครือข่ายกลุ่มอันดามัน กรณีมีผู้มีอิทธิพลหลายกลุ่มบุกรุกทำลายทรัพยากร ธรรมชาติในพื้นที่ จ.พังงา พ.ต.อ.ดุษฎี อารยวุฒิ รองปลัดกระทรวงยุติธรรม หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านอำนวยความยุติธรรม ในฐานะกำกับดูแลดีเอสไอ จึงส่งเรื่องให้ดำเนินการสืบสวนสอบสวน และจากการตรวจสอบเบื้องต้นปรากฏข้อเท็จจริงดังนี้

1.พบว่ามีการปลูกสร้างบ้านพักขนาดใหญ่ 2 หลัง ตั้งอยู่บนสันเขาที่เป็นเทือกเขาสูงมองเห็นเกาะภูเก็ตและอ่าวพังงา อยู่ในเขตพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติป่าควนโต๊ะหลาและแหลมซำ ซึ่งประกาศเป็นเขตป่าสงวนแห่งชาติเมื่อปี 2527 โดยก่อนหน้านี้ประกาศเป็นป่าตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 14 พ.ย.2504 โดยสร้างถนนส่วนบุคคล เชื่อมต่อจากเส้นทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 1004 ระยะทางประมาณ 2.8 กิโลเมตร เพื่อใช้เดินทาง เข้ามายังบ้านพัก

2.พบว่าบริเวณตัวบ้าน และบริเวณข้างเคียง เดิมมีการออกเอกสารสิทธิในที่ดินเป็นน.ส.3 ก. เลขที่ 1281 แปลงเดียว เนื้อที่ 39 ไร่ ทับพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติป่าควนโต๊ะหลาฯ ครอบคลุมภูเขาทั้งลูก ต่อมาแบ่งแยกเป็น 14 แปลงหลัก และรวมแปลงและแบ่งแยกที่ดินออกไปอีกจำนวนหลายแปลง ตรวจสอบพบว่าเป็นการออกโดยการเดินสำรวจในช่วงปี 2520 โดยไม่มีหลักฐานของที่ดินเดิม และอ้างว่าปลูกสวนผลไม้มาประมาณ 33 ปี

แต่จากการอ่านแปลวิเคราะห์ภาพถ่ายทางอากาศพบว่า ในปีพ.ศ.2510 และพ.ศ.2519 พื้นที่ดังกล่าวมีสภาพเป็นป่าสมบูรณ์ ไม่พบร่องรอยการทำประโยชน์ จึงเป็นการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จ การออกน.ส.3 ก. ฉบับดังกล่าวจึงมิชอบด้วยกฎหมาย ผู้ที่ครอบครองจึงอยู่ในฐานะของผู้ที่บุกรุกที่ดินของรัฐ ป่า และป่าสงวนแห่งชาติ

พ.ต.อ.ไพสิฐกล่าวว่า คดีวัดพระธรรมกายดีเอสไอสืบสวนและแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติอย่างต่อเนื่อง ช่วงที่ผ่านมามีข่าวหลายครั้ง จากการแจ้งเบาะแสเข้ามาว่าที่ จ.พังงา อาจเป็นอีกจุดหนึ่งที่พระธัมมชโยจะมาหลบซ่อนตัว แต่จากการตรวจก็ไม่พบหลักฐานของพระธัมมชโย แต่พบว่าที่ดินแปลงดังกล่าวมีลูกศิษย์ของ พระธัมมชโย อดีตภรรยาของนักธุรกิจชื่อดังเป็นเจ้าของ โดยซื้อที่ดินต่อมาจากนายทุนรายใหญ่คนหนึ่งในภูเก็ต

พ.ต.อ.ไพสิฐยังยอมรับว่า อดีตเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายอาจไหวตัวทันและหลบหนีไปก่อนหน้านี้ ส่วนจะหลบหนีไปอยู่ที่ไหน เจ้าหน้าที่จะเร่งติดตามต่อไป พร้อมยืนยันว่าที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ยังคงเฝ้าติดตามตัวพระธัมมชโยอย่างต่อเนื่อง และมั่นใจว่ายังคงหลบซ่อนอยู่ภายในประเทศ เนื่องจากการตรวจสอบไปยังด่าน ตม.ทั่วประเทศยังไม่พบว่ามีการเดินทางออกนอกประเทศแต่อย่างใด และหลายครั้งที่มีข่าวว่าหลบหนีออกไปอยู่ต่างประเทศก็มีการตรวจสอบกับทางสถานทูตดำเนินการตรวจสอบในทุกด้านเช่นกัน

วันเดียวกัน รายงานข่าวจากกรมที่ดิน แจ้งถึงความคืบหน้าการตรวจสอบกรณีบ้านพักตากอากาศชื่อบ้านดาวล้อม ก่อสร้างรุกเข้าไปในที่เขตป่าสงวนแห่งชาติควนโต๊ะหลาและแหลมซำ จ.พังงา ว่า กรมที่ดินส่งผู้ตรวจราชการกรมที่ดินและเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดพังงาเข้าตรวจสอบพื้นที่ดังกล่าวแล้ว โดยยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบว่าออกเอกสารสิทธิโดยชอบหรือไม่ หากตรวจสอบพบว่าออกเอกสารสิทธิโดยมิชอบ ต้องตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงก่อน และตั้งคณะกรรมการเพิกถอนสิทธิตามมาตรา 61 ของประมวลกฎหมายที่ดินต่อไป


“สำหรับชาว กระบี่ ” สนใจอยากสร้างเว็บไซต์เพื่อเพิ่มช่องทางของกับธุรกิจ ให้เป็นที่รู้จักของกลุ่มลูกค้ามากขึ้น มีความทันสมัย เข้ากับธุรกิจและผลิตภัณฑ์ ส่งเสริมภาพลักษณ์ให้กับธุรกิจ บริษัท Wynnsoft Solution รับทำเว็บไซต์ กระบี่ ออกแบบเว็บไซต์ ด้วยทีมงานมืออาชีพรับออกแบบจัดทำเว็บไซต์ขายของออนไลน์ E-commerce รองรับมือถือและแท็บเล็ต(Responsive) รับทำ SEO กระบี่ ด้วยทีมงานมืออาชีพ

แม่ใจสลาย!! เห็นคนงานลูกจ้างหนุ่มข่มขืนลูกสาว 5 ขวบต่อหน้าต่อตา ครอบครัวสุดช็อก

เหตุสลดช็อกครอบครัวอีก ที่จ.ชุมพร เมื่อแม่เห็นคาตาว่าลูกสาววัย 5 ขวบ ถูกแรงงานเมียนมาข่มขืน ต่อหน้าต่อตา เลยวิ่งไปบอกยาย ยายได้ให้ชาวบ้านช่วยกันไล่จับคนงานคนนี้ เหตุเกิดเมื่อเวลา 20.00 น. วันที่ 8 มิ.ย. ที่ผ่านมา ตำรวจได้รับแจ้งว่า มีคนงานเมียนมาข่มขืน เด็กหญิง 5 ขวบ ในแคมป์คนงานของบริษัทแห่งหนึ่ง ต.ขุนกระทิง ทราบว่าผู้ก่อเหตุชื่อนายอาว อายุประมาณ 32 ปี

โดยยายของเด็ก บอกว่า รับนายอาวมาทำงาน คิดว่าไม่มีพิษมีภัยอะไร วันเกิดเหตุ ไปจับสลากที่ร้านค้าใกล้แคมป์คนงาน เมื่อกลับมาที่พัก ลูกสาวคือแม่ของเด็ก มาบอกหลานถูกข่มขืนก็ตกใจมาก โดยผู้ก่อเหตุออกมาจากห้องมีอาการมึนเมา และเห็นหลานอยู่ในห้องนอน จึงอุ้มหลานออกมาและดูที่อวัยวะเพศ ขณะที่แม่ของเด็กบอกว่า เห็นลูกสาวถูกข่มขืนคาตา ขณะจับกุมตัวผู้ก่อเหตุไว้นั้น ผู้ก่อเหตุอาศัยจังหวะทีเผลอได้วิ่งหลบหนีเข้าป่าไปทันที เจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังพยายามติดตามตัวอยู่

cr.เรื่องเล่าเช้านี้

ด่วน! เกิดเหตุเพลิงไหม้ตลาดคลองถม พ่อค้าแม่ค้าขนของหนีไฟกันอลหม่าน (มีคลิป)

เมื่อเวลา 16.20 น. วันที่ 13 ก.พ. ศูนย์วิทยุ จส.100 และสวพ.91 ทวิตรายงานว่า เกิดเหตุเพลิงไหม้รุนแรง ภายในคลองถม เซ็นเตอร์ (ตลาดคลองถม) ทำให้บรรดาพ่อค้าแม่ค้าต่างเก็บข้าวของวิ่งหนีกันอลหม่าน ซึ่งเจ้าหน้าที่สถานีดับเพลิงสวนมะลิกำลังพยายามฉีดน้ำยับยั้งอยู่

ขอบคุณภาพและข้อมูลจาก: สวพ.91, จส.100, @praramcommand, @mookitkub, FIRE&RESCUE(TEAM)

ขอบคุณคลิปจาก: หมี ธนพล วัฒนปรีดี

พ่อกอดลูกน้อยแน่น!! ขับหกล้อวูบหลับ เสยยับพ่วงหวิดดับยกครัว จนท.งัดร่างเมีย

เมื่อเวลา 05.30 น. วันที่10 ก.พ. 60 ร.ต.อ.ชัยมงคล เหมือนสนธิ์ พนักงานสอบสวน สภ.ไชโย จ.อ่างทอง รับแจ้งเหตุรถหกล้อชนรถพ่วงมีผู้ได้รับบาดเจ็บติดภายในรถ เหตุเกิดบนถนนสายเอเชีย (ขาขึ้นนครสวรรค์) หลักกิโลเมตรที่ 60 หมู่ที่ 1 ต.จรเข้ร้อง อ.ไชโย จ.อ่างทอง หลังรับแจ้งจึงรุดไปตรวจสอบยังที่เกิดเหตุ พร้อมด้วยทีมแพทย์กู้ชีพโรงพยาบาลไชโย และเจ้าหน้าที่สมาคมนักวิทยุสมัครเล่นกู้ภัยจังหวัดอ่างทองที่เกิดเหตุบนถนน พบรถหกล้อยี่ห้อฮีโน่ สีขาว หมายเลขทะเบียน 70-5219 ขอนแก่น ชนท้ายอัดติดกับรถพ่วงยี่ห้อฮีโน่ สีขาว หมายเลขทะเบียนตัวหัว 83-1011 นครสวรรค์ หมายเลขทะเบียนตัวพ่วง 83-4272 นครสวรรค์ ตรวจสอบภายในรถ พบมีผู้บาดเจ็บติดอยู่ภายในรถ เจ้าหน้าที่กู้ภัยต้องใช้เครื่องตัดถ่างช่วยนำร่างออกมา และทำการปฐมพยาบาลเบื้องต้น ก่อนรถกู้ชีพนำตัวส่งโรงพยาบาลไชโย ทราบชื่อ คือ นางจิราวรรณ แข็งขัน อายุ 32 ปี อยู่หมู่ที่ 10 ต.โนนหนามแท่ง อ.เมือง จ.อำนาจเจริญ ได้รับบาดเจ็บที่ขาและที่ศีรษะนอกจากนั้น บริเวณริมถนน พบนายกิตติพงษ์ แข็งขัน อายุ 30 ปี คนขับรถหกล้อ นั่งกอดเด็กหญิงณัฐวดี แข็งขัน ลูกสาววัย 4 ขวบ และ เด็กชายไรรัน สมบัติ ลูกชายวัย 5 ขวบ ที่ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อยไว้ โดยตัวนายกิตติพงษ์นั้นได้รับบาดเจ็บที่บริเวณขา เจ้าหน้าที่กู้ภัยทำการปฐมพยาบาลเบื้องต้นให้ ก่อนนำตัวส่งโรงพยาบาลไชโยจากการสอบถามนายกิตติพงษ์ กล่าวว่า ตนขับรถขนพัสดุออกมาจากกรุงเทพฯ เมื่อเวลากลางดึกของเมื่อคืน โดยมีนางจิราวรรณ ภรรยา เด็กหญิงณัฐวดี ลูกสาว และเด็กชายไรรัน ลูกชายโดยสารมาด้วย โดยมุ่งหน้าจะไปส่งพัสดุยังจังหวัดอุทัยธานี เมื่อมาถึงที่เกิดเหตุ ระหว่างที่ขับรถมานั้นเกิดวูบหลับ มารู้สึกตัวอีกทีก็ตอนรถหกล้อของตนไปชนกับรถพ่วงข้างหน้าแล้ว ซึ่งหลังเกิดเหตุคนขับรถพ่วงและเจ้าหน้าที่กู้ภัยได้มาช่วยตนกับลูกๆ ลงมาจากรถ ก่อนที่จะไปให้การช่วยเหลือภรรยาของตนด้านนายจรัญ วันนา อายุ 34 ปี อยู่หมู่ที่ 4 ต.หนองมะโดน อ.เมือง จ.นครสวรรค์ กล่าวว่า ก่อนเกิดเหตุได้ขับรถพ่วงขนแผ่นสมาร์ทบอร์ด จำนวน 30 ตัน ออกจากจังหวัดสระบุรี มุ่งหน้าจะไปส่งยังจังหวัดนครสวรรค์ โดยได้แวะมาพักที่ปั๊มน้ำมันแห่งหนึ่งใกล้เคียงกับที่เกิดเหตุ จากนั้นตนได้ขับรถออกมาจากปั๊มน้ำมัน ออกมาได้ไม่นาน จู่ๆ ก็มีรถพุ่งชนท้ายรถของตนอย่างแรง จนศีรษะตนไปกระแทกกระจกหน้า โชคดีที่ไม่ได้รับบาดเจ็บ เมื่อลงมาดูก็พบว่ารถพ่วงดังกล่าวได้มาพุ่งชนท้ายรถของตนอัดก๊อปปี้ ตนจึงได้รีบไปดูที่รถพ่วงก็พบว่ามีคนติดอยู่ในรถหลายราย จึงตัดสินใจเปิดประตูรถไปช่วย เอาคนขับและลูกๆ ลงมาได้ ก่อนที่เจ้าหน้าที่กู้ภัยจะมาช่วยเอาภรรยาคนขับลงมาและให้การช่วยเหลือส่งโรงพยาบาล

ด้าน ร.ต.อ.ชัยมงคล กล่าวว่า จากการตรวจสอบและสอบสวนในที่เกิดเหตุทราบว่านายกิตติพงษ์ขับรถหกล้อมาจากกรุงเทพฯ มุ่งหน้าจะไป จ.อุทัยธานี เมื่อมาถึงที่เกิดเหตุ ระหว่างที่ขับรถมา นายกิตติพงษ์เกิดวูบหลับ จึงทำให้รถเสียหลักไปชนอัดติดกับรถพ่วงของนายจรัญที่ขับมาจากสระบุรีมุ่งหน้าจะไปส่งของยังนครสวรรค์ อย่างไรก็ตามจะได้ทำการสอบสวนคนขับรถทั้ง 2 คันอีกครั้งก่อนจะดำเนินคดีต่อไป

ผู้สื่อข่าวรายงาน สำหรับรถหกล้อนั้นมาด้วยกัน 4 คน พ่อ แม่ และลูก 2 คน โดยนั่งเรียงกันมาหน้ารถ ซึ่งนับว่าโชคดีมากที่เด็ก 2 คน ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อยเท่านั้น

ที่มา>>>ข่าวสด

วิศวกร ยิงหนุ่ม ม.4 เตรียมเข้าพบรองปลัด ยธ. ปรึกษาคดี ขอความเป็นธรรม

เมื่อวันที่ 9 ก.พ. ที่กระทรวงยุติธรรม (ยธ.) พ.ต.อ.ดุษฎี อารยวุฒิ รองปลัดกระทรวงยุติธรรม กล่าวถึงกรณีนายปอน อายุ 17 ปี ถูกนายสุเทพ โภชนสมบูรณ์ อายุ 50 ปี วิศวกร ยิงด้วยอาวุธปืนและเสียชีวิต ว่าเบื้องต้นในส่วนของกระทรวงยุติธรรมนั้น ตนได้รับการประสานว่าในช่วงบ่ายของวันที่ 10 ก.พ.นี้ นายสุเทพพร้อมภรรยาจะเดินทางมาพบตน ซึ่งตนยังไม่ทราบว่านายสุเทพ จะเดินทางมาพบตนเรื่องอะไร แต่คาดว่าจะมาปรึกษาเรื่องของคดีความ และอาจรวมถึงการขอให้ช่วยเหลือคุ้มครองพยานด้วย เนื่องจากถูกข่มขู่ อย่างไรก็ตาม เบื้องต้นตนเพียงได้ติดตามข่าวสารผ่านสื่อมวลชนเท่านั้น ทั้งนี้ กระทรวงยุติธรรมมีหน้าที่ให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

ด้าน นายชาญเชาวน์ ไชยานุกิจ ปลัดกระทรวงยุติธรรม กล่าวว่า กระทรวงยุติธรรมมีคลินิกยุติธรรมอยู่ ซึ่งทำหน้าที่คอยให้คำปรึกษาเรื่องกฎหมายกับประชาชนทั่วไปอยู่แล้ว โดยผู้ที่มาคอยให้บริการประชาชนนั้น ก็เป็นผู้แทนจากสภาทนายความ ดังนั้น ก็คงเป็นการให้คำปรึกษาด้านคดีทั่วไปนั้นเอง ส่วนประเด็นเรื่องการขอให้คุ้มครองพยานนั้น เราก็ต้องดูว่าเข้าหลักเกณฑ์ของกฎหมายคุ้มครองพยานในคดีอาญาหรือไม่ ซึ่งหลักเกณฑ์ดังกล่าว ต้องดูว่ามีการถูกฟ้องในคดีก่อนหรือมีคดีเกิดขึ้น และเราเห็นว่าบุคคลนั้นจะเป็นพยาน

นายชาญเชาวน์ กล่าวต่อว่า แต่ทีนี้เราต้องดูสถานะของคดีก่อนว่า แต่ละคนที่เข้ามาเกี่ยวข้องเข้ามาในสถานะอะไร พนักงานสอบสวนจะเป็นคนกำหนดตั้งแต่แรกว่าจะกล่าวหาใครว่ากระทำความผิดอะไรหรือไม่ ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีว่าพนักงานสอบสวนพูดว่าอย่างไร ดังนั้น เราก็ต้องดูสถานะของคดีไปก่อน

ที่มา>>>ข่าวสด

เด็กโร่แจ้งตร.นึกว่าศพโดนมัดถ่วงแม่น้ำ! ที่แท้รูปปั้นพระพิฆเนศชาวบ้านเชื่ออยากขึ้นจากน้ำ

เมื่อวันที่ 6 ก.พ. ร.ต.อ.ธรรมวัฒน์ สุขีวัฒน์ รองสว.(สอบสวน) สภ.เมืองกาญจนบุรี จ.กาญจนบุรี รับแจ้งพบวัตถุคล้ายศพคนถูกมัดมือมัดเท้าจมอยู่ใต้แม่น้ำแควใหญ่ บริเวณสวนสมเด็จพระญาณสังวรณ์ เขตเทศบาลเมืองกาญจนบุรี จึงรุดไปตรวจสอบพร้อมหน่วยกู้ภัยมูลนิธิพิทักษ์กาญจน์ พบกลุ่มเด็กวัยรุ่นที่มาเล่นน้ำคลายร้อนอยู่ในอาการตื่นตกใจ พร้อมชี้ให้ดูจุดที่พบวัตถุคล้ายศพคนซึ่งจมอยู่ใต้น้ำลึกประมาณ 1 เมตร และห่างจากฝั่งประมาณ 10 เมตรจากนั้นหน่วยกู้ภัยจึงลงไปตรวจภายในแม่น้ำแล้วพบว่า วัตถุดังกล่าวเป็นรูปปั้นพระพิฆเนศขนาดใหญ่ความสูงประมาณ 150 ซ.ม. น้ำหนักกว่า 100 ก.ก. มีสภาพสมบูรณ์ มีร่องรอยตะไคร่น้ำรวมถึงเศษโคลนติดอยู่หลายจุดคาดว่าน่าจะอยู่ใต้น้ำมาระยะหนึ่งแล้ว เมื่อพยายามจะนำขึ้นมาจากน้ำแต่ปรากฎว่าไม่สามารถนำขึ้นมาได้ เพราะรูปปั้นมีน้ำหนักมากและยังทำให้ส่วนข้อมือหัก ต่อมาหน่วยกู้ภัยร่วมกับทหารกองพลทหารราบที่ 9 และชาวบ้านรวมกว่า 10 คนออกแรงช่วยกันยกอีกครั้งจึงสามารถนำขึ้นมาจากน้ำได้สำเร็จ
เบื้องต้นเจ้าหน้าที่สันนิษฐานว่า รูปปั้นดังกล่าวอาจจะถูกเจ้าของนำมาทิ้งน้ำเพื่อสะเดาะเคราะห์ หรืออาจถูกกลุ่มมิจฉาชีพขโมยมาจากวัดหรือรีสอร์ต เพราะรูปปั้นนี้มีราคามากกว่า 1 หมื่นบาทแต่อาจจะหาที่ขายไม่ได้จึงตัดสินใจนำมาทิ้งในแม่น้ำเพื่อทำลายหลักฐาน ซึ่งก็จะได้มีการตรวจสอบบันทึกการแจ้งความว่ามีการแจ้งหายเอาไว้หรือไม่ต่อไป

ขณะที่ชาวบ้านบางส่วนจับกลุ่มวิพากษ์วิจารณ์ถึงการที่รูปปั้นพระพิฆเนศหนักมากกว่าร้อยกิโลจะถูกน้ำซัดมาเกยฝั่งจนมีผู้มาพบว่าเป็นไปได้อย่างไร โดยชาวบ้านเชื่อว่าอาจจะเป็นเพราะความศักดิ์สิทธิ์ของรูปปั้นพระพิฆเนศที่อยากจะขึ้นจากน้ำจึงลอยมาเกยฝั่งและดลใจให้มีผู้มาพบเห็นจนสามารถนำขึ้นมาได้ในที่สุด

ที่มา>>>ข่าวสด

มีลูกนักการเมือง โยงด้วย เค้น”เบนซ์”อีกรอบ จ่อหมายเรียกดารา-ไฮโซ ปส.-ป.ป.ส.-ปปง.นัดถก ขยายยึดทรัพย์”ไซซะนะ”

“ปส.-ป.ป.ส.-ปปง.” ร่วมถกปม “เบนซ์” ยืมเงิน 6 ล้านมาซื้อลัมโบร์กินี รวมถึงประเด็นที่ยังสงสัย เหตุนำหลักฐานมาแสดงเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น เคาะต้องเรียกเบนซ์ สอบซ้ำ เชิญแพทมาสอบปากคำด้วยหรือไม่ รองผบช.ปส.ขออุบออกหมายเรียกดารา-ไฮโซโยง “ไซซะนะ” เร่งสืบสวนมีชื่อลูกชายอดีตนักการเมืองดังเกี่ยวข้องด้วย ชี้หากมีหลักฐานไปถึงจะดำเนินการทันที-ไม่ละเว้น เผยผลตรวจค้น 39 เป้าหมาย ออกหมายจับ 9 แต่จับได้ 3 เตรียมหารืออายัด-ยึดทรัพย์แก๊งไซซะนะด้วย

จากกรณีเจ้าหน้าที่เข้าตรวจค้นร้านเเอเรีย 51 ซอยอินทามระ 51 กทม. ที่มีนายอัครกิตติ์ วรโรจน์เจริญเดช หรือเบนซ์ เรซซิ่ง สามีดาราสาว “แพท ณปภา” เป็นเจ้าของ หลังสืบพบเชื่อมโยง “ไซซะนะ” พ่อค้ายาชาวลาว ก่อนอายัดรถหรูลัมโบร์กินีและบิ๊กไบก์มาตรวจสอบ จากนั้นนายเบนซ์เข้าชี้แจงกับตำรวจที่บช.ปส. โดยปฏิเสธไม่รู้จักกับไซซะนะ แต่รับรู้จักกับนายบอย เพื่อนและเอเยนต์ยา เพราะชอบเรื่องรถเหมือนกัน รวมทั้งยังยืมเงินนายบอย 6 ล้านบาท เพื่อซื้อดาวน์รถลัมโบร์กินี ซึ่งเจ้าหน้าที่ยังมีข้อสงสัยเรื่องเงินที่เบนซ์ยืมจากนายบอย จึงเร่งตรวจสอบ ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น

สำหรับความคืบหน้า เมื่อวันที่ 5 ก.พ. พล.ต.ต.พรชัย เจริญวงศ์ รองผบช.ปส. เผยว่า ในวันที่ 6 ก.พ. เวลา 10.00 น. จะมีการประชุม 3 ฝ่าย ประกอบด้วย ตำรวจบช.ปส. เจ้าหน้าที่ป.ป.ส. และเจ้าหน้าที่ปปง. โดยจะพูดคุยกันในหลายประเด็น หนึ่งในนั้นคือประเด็นของนายเบนซ์ที่ยืมเงินจากนายบอยมา 6 ล้านบาท รวมถึงประเด็นอื่นที่ตำรวจและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังสงสัย เนื่องจากในวันที่เบนซ์เข้ามาพบ มีหลักฐานมาเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น ซึ่งหลังจากได้ข้อสรุปในที่ประชุมจะมีการเรียกนายเบนซ์มาให้ข้อมูลกับตำรวจอีกครั้ง

พล.ต.ต.พรชัยกล่าวอีกว่า ส่วนการออกหมายเรียกดาราหรือกลุ่มไฮโซที่อาจเกี่ยวข้องกับไซซะนะมาสอบสวนนั้น ขณะนี้ยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ ต้องรอข้อสรุปจากที่ประชุมในวันที่ 6 ก.พ.เช่นเดียวกัน สำหรับกระแสข่าวที่ระบุมีลูกชายอดีตนักการเมืองชื่อดังมีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการนี้ด้วยนั้น ตำรวจอยู่ระหว่างสืบสวนสอบสวนและรวบรวมข้อมูลพยานหลักฐาน ซึ่งจะนำเข้าที่ประชุม 3 ฝ่ายด้วย เพื่อขอความเห็นในการดำเนินการ หากมีหลักฐานไปถึงก็จะดำเนินการตามขั้นตอนทันทีโดยไม่ละเว้น

 พล.ต.ต.พรชัยกล่าวต่อว่า นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่จะนำพฤติการณ์ของเครือข่ายและผลการปฏิบัติงานในช่วงที่ผ่านมาเข้าหารือด้วย ทั้งการเข้าตรวจค้น 39 เป้าหมาย 41 จุดตรวจค้น รวมทั้งการติดตามจับกุมตัวผู้ต้องหา 9 หมายจับ ซึ่งล่าสุดเจ้าหน้าที่จับกุมได้ 3 รายเท่านั้น อีกทั้งในการประชุมจะพูดคุยถึงหลักฐานที่อายัดไว้ โดยจะนำมาตรวจสอบว่ามีความเชื่อมโยงอย่างไรกับขบวนการนี้ หากพบว่ามีส่วนเกี่ยวข้องจะเสนอให้สำนักงานป.ป.ส. ออกคำสั่งอายัดและให้ปปง.ดำเนินการยึดทรัพย์

“การทำงานช่วงที่ผ่านมามีอุปสรรคในเรื่องการตรวจสอบ เพราะหลักฐานและทรัพย์สินมีจำนวนมาก ต้องตรวจสอบอย่างละเอียด อีกทั้งยังมีความเกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงานและยังตรงกับในช่วงวันเสาร์อาทิตย์ จึงทำให้การทำงานต่างๆ ต้องรอที่ประชุมในวันที่ 6 ก.พ.” พล.ต.ต.พรชัยกล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุม 3 ฝ่าย ทั้งตำรวจบช.ปส. เจ้าหน้าที่ป.ป.ส. และ เจ้าหน้าที่ปปง. ในวันที่ 5 ก.พ.นี้ เจ้าหน้าที่จะหารือด้วยว่าในการสอบสวนต้องเชิญ ดาราสาว “แพท ณปภา” ภรรยาของ “เบนซ์ เรซซิ่ง” มาสอบปากคำด้วยหรือไม่

ที่มา>>>ข่าวสด

หนุ่มสาวเขียนจม.ลาตาย ก่อนโดดทะเล แต่แม่ไม่เชื่อฆ่าตัว ชี้เพิ่งถูกขู่ฆ่า

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อเวลา 22.30 น.วันที่ 1 กุมภาพันธ์  ตำรวจได้รับแจ้งจากชาวประมงบ้านสามเสียบ ม.5 ต.นาชะอัง อ.เมือง จ.ชุมพร ว่า มีรถยนต์เก๋งถูกจอดทิ้งไว้บนสะพานปลา ตั้งแต่เมื่อคืน จนมาถึงขนาดนี้ ยังไม่พบเจ้าของมาขยับแต่อย่างใด จึงรุดไปตรวจสอบ

พบรถยนต์คันดังกล่าว ยี่ห้อโตโยต้า สีดำ รุ่นวีออส ทะเบียน กง 6533 ชุมพร จอดอยู่บนสะพานปลาในสภาพด้านหน้าหันลงทะเล จอดจนเกือบตกสะพาน

ภายในรถพบบริเวณที่ดึงเบรกมือใกล้เกียร์กระเป๋าสตางค์ สีดำ แบบพับครึ่ง เปิดอ้าออกพอเห็นเอกสารเป็นบัตรประชาชน ระบุชื่อคือนายวุฒิชัย เนียมมาลา อายุ 32 ปี ส่วนบริเวณเบาะหลังพบกางเกงยีนส์ กระเป๋าหนังแบบสะพาย 2 ใบ กระเป๋าผู้หญิง 1 ใบ กระดาษสลิปเงินธนาคาร สมุด ใบมีดโกน กระดาษกาวสีน้ำดาษ รองเท้าผ้าใบสีขาว และสิ่งของอื่นๆอีกจำนวนหนึ่งนอกจากนี้ยังพบจดหมายลาตาย เขียนตัดพ้อเรื่อวความรักไม่สมหวัง และขอโทษญาติพี่น้องทุกคน และขอให้ทำศพเผาด้วยกัน ลงชื่อ กรและน้ำ

 อย่างไรก็ตาม จากการสอบสวนนางธรรมนูญ เนียมมาลา แม่ของนายวุฒิชัย หรือกร ให้การว่า ก่อนเกิดเหตุลูกชายขับรถออกไปกับ น.ส.จริญา หรือน้ำ รอดสาย อายุ 26 ปี ซึ่งเพิ่งหย่ากับสามีเมื่อวันที่ 30 ม.ค.ที่ผ่านมา

ต่อมาวันที่ 31 ม.ค.  มีผู้ชายได้โทรศัพท์มาหาตน ขู่ว่าหากพบนายวุฒิชัยและน.ส.จริญาที่ไหนจะฆ่ให้ตายทั้ง 2 คน กระทั่งมีชาวประมงไปพบรถจอดทิ้งไว้ที่สะพานท่าเทียบเรือประมง

นางธรรมนูญกล่าวว่า ส่วนจดหมายลาตายที่พบในรถนั้น ไม่เชื่อว่าเป็นลายมือลูกชาย และไม่คิดว่าลูกชายกับน.ส.จริญาจะคิดสั้นอย่างนั้น เรื่องนี้น่าจะมีเงื่อนงำ หรือไม่ก็อาจถูกอุ้มไปฆ่าที่อื่น

ขณะที่ตำรวจยกรถเก๋งคันดังกล่าวไปเก็บรักษาไว้ที่ สภ.เมืองชุมพร เพื่อรอให้ฝ่ายพิสูจน์หลักฐานไปเก็บลายนิ้วมือแฝง รวมทั้งประสานเจ้าหน้าที่ออกค้นหาในทะเลว่ามีศพจริงหรือไม่

ขอบคุณคลิปจาก หลักเมือง ฉันรักชุมพร#CharmingChumphon

จวกยับฝรั่งเกรียนคนเดิม คราวนี้ทำคลิปทดลองแช่ปลาช่อนเป็นๆ ในไนโตรเจนเหลว!?

ถูกวิพากษ์วิจารณ์อีกครั้ง สำหรับฝรั่ง เนต บาร์ตลิง เจ้าของช่องในยูทูป “My Mate Nate” หลัง ล่าสุด ฝรั่งเกรียนคนเดิม โพสต์คลิปชื่อ “เหลือเชื่อ ปลามหัศจรรย์ ตายเเล้วคืนชีพได้!!!” ทดลองเอาปลาช่อนเป็นๆ แช่ลงในไนโตรเจนเหลว ทำให้ปลาช่อนที่ยังเป็นๆ แข็งตัวทันที เมื่อปลาแข็งแล้ว จึงนำปลากลับมาแช่ในอ่างน้ำอุณหภูมิปกติ เพื่อละลายน้ำแข็ง ปรากฏว่าปลาก็ค่อยๆ ละลายและกลับมาว่ายน้ำอีกครั้ง คลิปนี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นการทรมานสัตว์เพื่อความบันเทิงไม่ใช่การให้ความรู้แต่อย่างใดทั้งนี้ นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ฝรั่งรายนี้ ถูกกระแสสังคมวิพากษ์วิจารณ์ หลังเมื่อไม่นานมานี้ เนต เคยทำคลิปทดสอบความรู้ทางภาษาอังกฤษกับเด็กไทย ที่ถูกมองว่าหลายคำถามที่นำมาทดสอบนั้นไม่เหมาะสม ทั้งยังเป็นการโฆษณาคอร์สสอนพิเศษแฝง ซึ่งครั้งนั้น เนตได้ออกมาขอโทษสังคมไปแล้วครั้งหนึ่ง

ที่มา>>>ข่าวสด

เพื่อนร่ำไห้ระงมวัด!! งานศพนร.ม.5ดับสลดเหตุถนนก่อสร้าง-แม่ต้องผ่าตัดสมอง

เพื่อนๆ นักเรียนเด็กม.5ที่เสียชีวิตจากอุบัติเหตุ เพราะความสะเพร่าของผู้รับเหมาก่อสร้าง ร้องไห้ระงมลั่นวัด ขณะที่นายอำเภอเข้าเยี่ยมมารดาผู้ตาย หลังผ่าตัดสมองอาการยังไม่ค่อยดีนัก

จากกรณีนักเรียน ม.5 พามารดาซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ จากบ้านที่ อำเภอขุนยวม จ.แม่ฮ่องสอน เพื่อไปรักษาตัวตามหมอนัดที่โรงพยาบาลศรีสังวาลย์แม่ฮ่องสอนในตัวเมือง แต่ไปไม่ถึงรพ. ถูกเฉี่ยวชนรถล้มฟาดกับพื้นถนนตายคาที่ ขณะที่มารดาเจ็บหนัก โดยชาวบ้านใกล้เคียงเล่าว่ามีรถเก๋งสีขาวไม่ทราบหมายเลขทะเบียนและคนขับพุงชนรถ จยย.ของสองแม่ลูกอย่างแรง แล้วขับส่ายไปส่ายมาหลบหนีไปทางบ้านห้วยโป่ง–ขุนยวม โดยผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน สั่งในที่ประชุมหัวหน้าส่วนราชการ ให้ทางยุติธรรมจังหวัดและนายอำเภอขุนยวม เข้าไปดูแลหาทางช่วยเหลือ ผู้ที่เสียชีวิตจากอุบัติเหตุ บนทางหลวงที่ปล่อยปละละเลยต่อการก่อสร้าง และฟ้องต่อผู้รับเหมาสร้างถนน รวมไปถึงหน่วยงานที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องอีกด้วย

วันที่ 27 ม.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เวลา 20.00 น. วันที่ 26 ม.ค. ที่ผ่านมา ว่าที่ร้อยตรีณรงค์ชัย จินดาพันธ์ นายอำเภอขุนยวม มอบหมายให้นายอนุชา หมู่โสภิญ ปลัดอาวุโสอำเภอขุนยวม ร่วมงานศพนายนิคม ชมได้พร นักเรียนชั้น ม.5 รร.ขุนยวมวิทยา ณ วัดม่วยต่อ ต.ขุนยวม อ.ขุนยวม จ.แม่ฮ่องสอน ซึ่งประสบอุบัติเหตุที่บริเวณบ้านแม่จ๋าน้อย อ.เมืองแม่ฮ่องสอน ซึ่งจะทำการฌาปนกิจศพ ในวันอาทิตย์ ที่ 29 มกราคม 2560 นี้ โดย พ่อ พี่คนรองและน้องๆ เฝ้าไข้แม่อยู่ พี่ชายคนโตจัดการศพ ขณะที่นายอำเภอได้เดินทางมาเยี่ยม นางหน่อชิโพ ชมได้พร คนไข้ ICU อาการรับรู้ ตอบสนองได้ แต่ไม่ดีนักหลังการผ่าตัดสมอง ยังคงต้องใช้เครื่องช่วยหายใจอยู่ อาการโดยรวมดีขึ้นตามลำดับ

ขณะที่บรรยากาศในงานศพเป็นไปด้วยความเศร้าสลด เพื่อนๆ ร่วมชั้นเรียน หลายคนต่างร้องไห้ ด้วยความอาลัย ขณะผู้ที่มาร่วมงานศพส่วนใหญ่ ยุให้ญาติผู้ตาย ทำการฟ้องร้องต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและผู้รับเหมาที่ประมาทและสะเพร่า รวมไปถึงไม่ใส่ใจต่อความปลอดภัยบนท้องถนน เพราะการก่อสร้างถนนในเขตพื้นที่ของจังหวัดแม่ฮ่องสอน ไม่ค่อยได้มาตรฐาน รวมไปถึงการลักไก่ ไม่เปิดผิวถนนจนหมดและบดอัดใหม่ ส่วนใหญ่เปิดหน้าผิวถนนเพียงเล็กน้อยและรีบราดยางเททับผิวถนนเดิมทันที โดยที่ช่างผู้ควบคุมงานก็ทราบดีแต่ไม่มีการทักท้วง หรือห้ามปรามผู้รับเหมาแต่อย่างใด

นายอำเภอขุนยวม เปิดเผยต่อไปว่า สำหรับเรื่องที่ทางผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอนได้สั่งการให้ช่วยเหลือคนเจ็บและผู้เสียชีวิตนั้น ในวันจันทร์ที่ 30 มกราคม 2560 ทางอำเภอขุนยวม จะนำญาติของนางหน่อชิโพ ชมได้พร ผู้ที่ได้รับบาดเจ็บจากอุบัติเหตุบนท้องถนน ไปพบกับยุติธรรมจังหวัดแม่ฮ่องสอน และจะเชิญเจ้าหน้าที่จากแขวงทางหลวง/แขวงการทาง รวมไปถึงผู้รับเหมา มาให้ปากคำ และหาแนวทางให้การช่วยเหลือและเยียวยาครอบครับ ชมได้พร ต่อไป ส่วนเรื่องจะมีการฟ้องร้องกันหรือไม่นั้น เป็นดุลยพินิจของครอบครัวผู้ที่เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บ จะดำเนินการ โดยทางส่วนราชการจะให้คำแนะนำและอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้เสียหาย

ที่มา>>>ข่าวสด