Apple ปล่อยแอพ WWDC สำหรับ Apple TV 4 ใหม่ พร้อมอัพเดตแอพบน iOS

wwdc_app_tvos_1งาน Worldwide Developers Conference (WWDC) เป็นอีกหนึ่งงานที่ยิ่งใหญ่ที่แอปเปิลจัดขึ้นทุก ๆ ปีโดยมีจุดประสงค์ให้นักพัฒนาจากทั่วโลกได้มาประชุม หาไอเดียใหม่ ๆ เพื่อพัฒนาแอพบน iOS, OS X, tvOS, watchOS

และล่าสุดแอปเปิลได้ทำการปล่อยแอพ WWDC บน tvOS สำหรับใช้งานกับ Apple TV รุ่นที่ 4 โดยเฉพาะ ซึ่งแอพนี้สามารถชมถ่ายทอดสด ดูย้อนหลังได้ เพื่อให้นักพัฒนาที่ไม่สามารถเข้าร่วมงานได้จะได้ไม่พลาดทุก Conference

ซึ่งแอพใหม่นี้มีหน้าตาแบบ Dark Mode หน้าตาสวยงาม มีตารางวันเวลาในการจัดสัมมนา และมีไอคอนแอพเป็นรูปเดียวกับบัตรเชิญงาน WWDC 2016 ของปีนี้ด้วยwwdc_app_tvos_2ยิ่งไปกว่านั้น นักพัฒนาสามารถโหลดแอพ WWDC นี้ได้จากบน App Store เพื่อให้สามารถใช้งานบน iPhone, iPad และ Apple Watch ได้อีกด้วย ซึ่งแน่นอนว่านอกจากจะต้องมี Apple ID ในการโหลดแอพนี้มาลงที่เครื่องแล้ว ก่อนที่จะทำการเข้าก็ต้องมี Apple ID สำหรับนักพัฒนาด้วย ทำให้ผู้ใช้ทั่วไปไม่สามารถใช้แอพนี้ได้wwdcappทั้งนี้งาน WWDC 2016 จะจัดขึ้นที่หอประชุม Bill Graham Civic ในรัฐ ซานฟรานซิสโก สหัรฐอเมริกา ในวันที่ 14 เวลาเที่ยงคืนตรง ตามเวลาประเทศไทย ซึ่งคาดว่าแอปเปิลจะเปิดตัวระบบปฏิบัติการใหม่ทั้งหมดตั้งแต่ iOS 10, OS X 10.12, watchOS 3 และ tvOS ใหม่ ใครที่สนใจอย่าพลาดงานนี้เด็ดขาด เพราะแอปเปิลอาจจะเซอร์ไพรส์อะไรเจ๋ง ๆ ด้วย

ที่มา – MacRomors

อดีตที่ปรึกษาของ Steve Jobs ถามเอง ชื่อ iPhone จะตั้งให้ยุ่งยากทำไม

Ken Segall

Ken Segall เป็นนักการตลาดที่เคยเป็นที่ปรึกษาให้กับ Steve Jobs ในช่วงที่ Jobs กลับมารับหน้าที่ CEO ของ Apple อีกครั้งในปี 1997 เขาเป็นผู้อยู่เบื้องหลังแคมเปญโฆษณา Think Different และการตั้งชื่อสินค้าโดยใช้ตัว i นำหน้าอย่าง iMac 

หลังจากที่พา Apple ผ่านวิกฤติในช่วงกอบกู้มาได้ บทบาทของ Segall ใน Apple เริ่มลดลงแต่เขาก็ยังคงเป็นเพื่อนและที่ปรึกษาที่ดีให้กับ Steve Jobs มาตลอด แต่ล่าสุดเขาได้เขียนบทความลงใน The Guardian เพื่อเสนอความเห็นเกี่ยวกับ Apple ในยุคปัจจุบัน

Segall บอกว่า 4 ปีก่อน เขาได้เขียนหนังสือที่ชื่อว่า Insanely Simple: The Obsession That Drives Apple’s Success ซึ่งกล่าวถึงความเรียบง่ายของ Apple ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการตั้งชื่อ hardware, software, การออกแบบบรรจุภัณฑ์, การตลาด  ไปจนถึงการควบคุมกระบวนการการซื้อสินค้าผ่านทาง Apple Retail Store ซึ่งเป็นวิสัยทัศน์ที่เรียบง่ายแต่ทรงพลังของ Steve Jobs

หลายปีผ่านไป เขาได้เห็นความเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก แม้ว่าความจงรักภักดีของลูกค้าจะยังไม่เปลี่ยนไป แต่ Apple เริ่มมีการสร้างความยุ่งยาก ให้กับ product line, การตั้งชื่อสินค้า หรือแม้กระทั่งตัวสินค้าเองก็เริ่มจะไม่ simple แล้ว

16327-13037-iphonese-duo-l

เขายกตัวอย่างเช่น กรณีการตั้งชื่อ iPhone โดย iPhone นั้นเป็นชื่อที่มีความหมายเรียบง่ายและเข้าใจในตัวของมันเอง แต่ Apple กลับไปใส่คำตามหลัง อย่าง iPhone 6, iPhone 6 Plus, iPhone 6s, iPhone 6s Plus จนไปถึง iPhone SE ซึ่งก็เป็นการสร้างความยุ่งยากให้กับชื่อและอาจสร้างความสับสนให้กับลูกค้า ว่าสรุปแล้วสินค้านี้มันคืออะไรกันแน่

Segall ยังได้แสดงความเห็นในเรื่องการตัด i ออกไปจากชื่อของสินค้า ทำให้สินค้ารุ่นใหม่ ๆ จะมีคำว่า Apple นำหน้าแทนการใช้ i เช่น Apple Watch, Apple Pay, Apple Music ว่าเขายังให้อภัยกับเรื่องนี้ได้ เพราะมันไม่ได้ทำให้ชื่อสินค้าออกมายุ่งยาก

jobs-121005-3

Segall กล่าวปิดท้ายว่า อย่างไรก็ตามก็คงว่าอะไรไม่ได้มาก เพราะคนที่เริ่มต้นการเติมท้าย iPhone ด้วย S ก็คือ Steve Jobs เอง กับ iPhone รุ่น 3GS และ iPhone 4s แล้ว Tim Cook ก็ไม่ใช่ Steve Jobs แต่เขาก็เป็นคนที่ Steve Jobs เลือกที่จะมานำพา Apple เดินต่อไป แม้ว่ามันจะไม่ใช่ทางที่ Steve Jobs เคยเดินมาก่อนก็ตาม

เรียบเรียงโดย – ทีมงาน MacThai

ที่มา – The Guardian

facebook Live ทำดีให้โดน

ตอนนี้กระแส facebook Live มาแรงมาก หลังจากเปิดให้สมาชิกแบบเพจเริ่มใช้บริการนี้ได้ ต่อด้วยบุคคลทั่วไปที่เริ่ม Live ได้ และล่าสุดเมื่อกลางเดือนเมษายนที่ผ่านมาfacebook ก็ได้เปิด Live API เพื่อเชื่อมต่อกล้องและระบบถ่ายทำจากภายนอกให้เข้าไปแพร่ภาพผ่านระบบ facebook live ได้แล้ว ก็ยิ่งทำให้ทุกคนมองระบบนี้แบบตาเป็นมัน


ทำไมทุกคนต้องมอง facebook live

เคยมีคนกล่าวไว้ว่า จะทำสื่อให้สำเร็จก็ต้องทำในที่ที่มีคน ที่แบรนด์สินค้าเสียเงินมากมายให้กับสื่อ ก็เพราะว่าสื่อนั้นมีคนติดตาม มีคนดู ที่ผ่านมามี Youtube live ที่ทำถ่ายทอดสดได้เหมือนกัน แต่ไม่ได้ใช้ง่ายสำหรับคนทั่วไป เพราะต้องใช้อุปกรณ์ถ่ายทอดสดโดยเฉพาะ และยังต้องอาศัยเครือข่ายอื่นๆ เพื่อกระจายข่าวให้คนเข้าไปชม

นอกจากนี้ก็มีแอพถ่ายทอดสดอย่าง Meerkat หรือ Periscope และที่กำลังดังในหมู่วัยรุ่นอยู่ตอนนี้คือ Bigo ก็เป็นกลุ่มเฉพาะออกไป ซึ่งการทำแอพแยก หรือใช้แพลตฟอร์มใหม่ๆ อาจจะดูดี มีลักษณะเฉพาะที่ต้องการ แต่ถ้าพูดถึงความเป็นที่นิยม การเข้าถึงผู้ใช้ได้ครอบคลุมทั้งหมด ก็ไม่มีแพลตฟอร์มไหนที่ยิ่งใหญ่ไปกว่า facebook แล้ว ด้วยตัวเลขล่าสุดมีผู้ใช้ 1,654 ล้านคนต่อเดือน


นอกจากจำนวนผู้ใช้ที่จำนวนมากและหลากหลายของ facebook แล้ว ยังมีเครื่องมือสนับสนุน (และเสียเงิน) อีกมากมาย ทั้งการโปรโมตโพสต์ บูสท์โพสต์ รวมถึงผู้ชมที่ชอบการถ่ายทอดสดของเราก็สามารถแชร์ Live สดๆ นั้นไปยังไทม์ไลน์ของตัวเองให้เพื่อนเห็นได้อีก แถมเฟซบุ๊กยังมีระบบแจ้งเตือนเมื่อมีการถ่ายทอดสด พร้อมเขียนคอมเมนต์กันสดๆ ด้วย

สรุปคือ ผู้ใช้จำนวนมาก + เทคโนโลยีที่เปิดกว้าง + ระบบสนับสนุนให้เกิดการกระจายของเนื้อหา ทำให้นาทีนี้การ Live บน facebook น่าจะได้ผลมากที่สุดแล้ว

ผลกระทบของ facebook live ที่มีต่อสื่อเดิม

หลายคนบอกว่าการมาของ ‎facebook‬ live ทำให้อำนาจของสื่อเดิมอย่างทีวีลดลงไปอีก คนข่าวเดิมจะยิ่งหมดอำนาจ ซึ่งต้องยอมรับว่าจริง เมื่อมี facebook live แล้ว ทุกคนที่มีมือถือและอินเทอร์เน็ตก็สามารถถ่ายทอดสด เล่าเรื่องราวจากสถานที่จริงที่อยู่ใกล้ตัวได้เร็วกว่านักข่าว ถึงแม้เครืองไม้เครื่องมืออาจจะไม่เท่านักข่าวตัวจริง แต่การที่เป็นคนในพื้นที่ และมีความอยากจะสื่อสาร ก็ทำให้สร้างเสน่ห์ที่แตกต่างจากคนข่าวเดิมไม่ยาก แต่แนวโน้มการสร้างสื่อ Live ผ่านอินเทอร์เน็ตก็สร้างโอกาสใหม่ให้คนกลุ่มหนึ่งขึ้นมาด้วย

กลุ่มแรกคือคนโปรดักชั่น

ในเมื่อตอนนี้ใครๆ ก็ LIVE ได้ ใช้มือถือธรรมดาก็ถ่ายทอดสดได้ คนดูอยากดูอะไรก็เลือกได้ คำถามต่อมาคือแล้วใครจะอยากดู live ของเรา ถ้าไม่ใช่ไปอยู่ในเหตุการณ์สำคัญที่หาดูที่ไหนไม่ได้ หรือโชว์เซ็กซี่
Live ที่น่าดูถึงจะเปลี่ยนมายิงผ่าน facebook แต่มันก็เป็นศาสตร์ที่คนทำทีวีฝึกฝนกันมานาน ต้องใช้ทีมงานไม่น้อย (เช่นต้องการถ่ายทอดสดแบบมี 2 มุมภาพ ก็ต้องใช้ตากล้อง 2 คน คนเลือกภาพอีก 1 คน ยังไม่รวมคนมิกซ์เสียง โปรดิวเซอร์ พิธีกร)

นอกจากนี้ยังต้องมีการวางแผนการผลิต มีการวางโครงเนื้อหา ไม่ใช่จะนั่งพูดกันไปอย่างเดียว และยังต้องใช้อุปกรณ์ที่ดีอยู่ดี ซึ่งปัจจุบันคนที่ทำงานโปรดักชั่นไม่น้อยก็มีการปรับตัว เริ่มใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ ในการถ่ายทอดสดแล้ว

กลุ่มต่อมาคือบรรณาธิการ‬‬‬‬

ด้วยระบบของ facebook ทำให้ยุคนี้เรารู้ข่าวที่เราสนใจ เรารู้ข่าวที่เพื่อนเราสนใจ แต่เราไม่ค่อยรู้ข่าวนอกเหนือจากนี้เลย ซึ่งต่างจากยุคที่ผู้คนเปิดทีวีเป็นเพื่อน ได้ฟังทั้งเรื่องที่สนใจและไม่สนใจไปเรื่อยๆ จนกลายเป็นความรู้รอบตัว ไม่ใช่รู้เฉพาะสิ่งที่เราสนใจอย่างเดียว

เราจึงเห็นว่าถ้าเพจหรือใครที่สามารถสรุปข่าว คัดข่าวที่น่าสนใจมาแชร์ต่อได้ดี ให้ความเห็นที่น่าฟัง จึงได้รับความสนใจจากผู้ใช้เฟซบุ๊กที่อยากรู้ความเป็นไปของโลก ซึ่งจริงๆ แล้วหน้าที่นี้ก็คือหน้าที่ของบรรณาธิการข่าวนั้นเอง แต่ด้วยเทคโนโลยีทำให้ทุกคนที่มีความสามารถก็เป็นบรรณาธิการข่าวได้ และคนกลุ่มนี้เองที่สามารถคัดการถ่ายทอดสดที่น่าสนใจเพื่อเผยแพร่ต่อได้
เทคโนโลยีตอนนี้พร้อมจะเข้ามา Disrupt สิ่งดั้งเดิมที่เคยมีมาเสมอ ถ้าอยากรอดในกระแสก็ต้องปรับตัวให้ทัน

ทิปสำหรับการทำ facebook live ให้ประสบผล

1. กำหนดเวลาที่จะถ่ายทอดสด แล้วประชาสัมพันธ์ให้ผู้ชมรู้ก่อน
2. ต้องมั่นใจว่าสัญญาณอินเทอร์เน็ตดี
3. เขียนข้อความอธิบายให้ชัดเจนว่าจะถ่ายทอดสดเรื่องอะไร
4. ขอร้องให้ผู้ชมกดติดตามการ live
5. ทักทายคนที่เข้ามาคอมเมนต์ อ่านข้อความ อ่านชื่อบ้าง สร้างอารมณ์ร่วม
6. ถ่ายทอดสดอย่างน้อย 10 นาที เพื่อให้ยาวพอที่จะเรียกคนดูได้
เทคนิคการทำ facebook live ด้วยอุปกรณ์ภายนอก

จบเรื่องราวการตลาดและสื่อสารมวลชนแล้ว มาต่อกันที่เรื่องราวของห้องโสตทัศนูปกรณ์สั้นๆ ว่าเราจะทำ facebook live โดยใช้กล้องดีๆ ที่ไม่ใช่เอาสมาร์ทโฟนมาถ่ายได้อย่างไร

ส่วนประกอบที่ต้องใช้สำหรับการทำ Live ระดับเทียบเท่าออกอากาศมีดังนี้

1. คอมพิวเตอร์ จะเป็น PC หรือ Mac ก็ได้ แต่ควรจะไม่เก่ากว่า 2 ปี และใช้หน่วยประมวลผล Intel Sandy Bridge ขึ้นไป เพราะงานถ่ายทอดสดใช้พลังประมวลผลมาก
2. ซอฟต์แวร์ถ่ายทอดสด Wirecast ที่มีให้ใช้ทั้ง Windows และ Mac (ราคาเริ่มต้นอยู่ที่ $495)
3. กล้องที่สามารถส่งสัญญาณภาพสดออกมาได้ เช่นกล้อง Mirrorless ที่มีพอร์ต HDMI ซึ่งสามารถทดสอบได้โดยการหาสายภาพต่อออกทีวี ถ้าสามารถส่งภาพสดจากกล้องขึ้นจอทีวีได้ และสามารถปิดตัวหนังสือรายละเอียดการถ่ายภาพไม่ให้ไปขึ้นบนจอทีวีได้ ก็สามารถใช้ถ่ายทอดสดได้
4. ชุดไมโครโฟนสำหรับติดกล้อง ถ้าต้องการให้เสียงพูดคมชัด
5. กล่องรับสัญญาณจากกล้องเข้าคอม ถ้ามี 2 กล้องก็ต้องใช้ 2 กล่อง ซึ่งแนะนำ Blackmagic Intensity Shuttle (USB3) สำหรับ Windows และ Blackmagic UltraStudio Mini Recorder (Thunderbolt) สำหรับแมค

ถ้าไม่มีอุปกรณ์อะไรอยู่เลย ก็ต้องใช้เงินเกือบแสนบาทสำหรับอุปกรณ์ชุดนี้ และยังไม่รวมราคาค่าอินเทอร์เน็ตสำหรับการถ่ายทอดสด แต่ก็สามารถราคาลงมาได้ ถ้าใช้กล้องน้อยลง หรือใช้กล้อง Webcam แทนไปเลย หรือรอดูโปรแกรมอื่นๆ ที่ถ่ายทอดสดได้แต่ราคาถูกกว่า Wirecast

ระบบนี้มีซอฟต์แวร์ Wirecast เป็นศูนย์กลาง ซึ่งความสามารถหลักของ Wirecast คือ

• เลือกภาพที่จะถ่ายทอดสดจากกล้องต่างๆ ได้
• เลือกวิดีโอหรือภาพในคอมพิวเตอร์ไปออกอากาศสดได้ (หมายความว่าใส่คลิปโฆษณาได้)
• ขึ้นข้อความหรือโลโก้ได้
• ถ่ายทอดสดได้ทั้ง facebook live และ youtube live
• สามารถใช้แอพ Wirecast Cam บน iPhone เพื่อถ่ายทอดภาพแบบไร้สายมาออกอากาศสดได้
ใครที่สนใจก็ลองดาวน์โหลดเวอร์ชั่นทดลองใช้มาทดสอบกับอุปกรณ์ที่มีอยู่ก่อน แล้วค่อยๆ ขยับขยายต่อไปในอนาคตได้

ที่มา>>>Sanook

Apple เริ่มใช้เงินสกุลบาทไทยกับการซื้อสินค้าและบริการผ่าน iTunes Store, App Store แล้ว

ก่อนหน้านี้เคยมีข่าวว่า Apple ได้ประกาศเปลี่ยนสกุลเงินรับชำระบน App Store, iTunes Store เป็นเงินบาทไทย ซึ่งตอนนี้ Apple ก็ได้เปลี่ยนสกุลเงินที่ใช้ชำระบริการออนไลน์ของ Apple ในประเทศไทยเป็นเงินบาทเรียบร้อยแล้ว

สำหรับการเปลี่ยนสกุลเงินที่รับชำระของ Apple นั้น จะมีผลทั้ง iTunes Store, App Store รวมถึงบริการอื่นๆ ของ Apple ทั้ง Apple Music, iTunes Match และการซื้อพื้นที่บน iCloud จะรับชำระเงินด้วยสกุลบาททั้งหมด

ที่มา>>>Sanook

Facebook กลับมาบังคับให้โหลดแอปส์ Messenger เมื่อสนทนาผ่านเว็บบนมือถือ

ชื่อว่าทุกวันนี้บางคนไม่ได้ใช้งานแอปส์ของ Facebook ด้วยเหตุผลว่าแอปส์ของ Facebook เองกินความจำภายในเครื่องเยอะ และรวมไปถึงบางสิ่งที่ทำให้หน้าหงุดหงิด ทำให้คนหักไปใช้งานบนเว็บมากขึ้น และปกติการกดสนทนาของ เว็บ Facebook สามารถกดแล้วสนทนาได้ทันทีเหมือนเวอร์ชั่น Desktop แต่ล่าสุดนี้ มีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่

เมื่อส่วน Chat บนเว็บ Facebook กลายเป็นที่โหลด Apps Messenger แทน พร้อมกับโปรยข้อความว่า “Your conversation are moving to Messenger.” เหมือนที่เคยทำกับคนที่ติดตั้ง Apps Facebook แต่ไม่โหลด Messenger มาติดตั้งด้วย

และยังดีว่ามีปุ่ม X เพื่อปิดหน้าจอและดูข้อมูลเก่า ๆ ได้ แต่ถ้ากดสนทนาเมื่อไหร่ จะแสดงผลผลแบบเดิมอีก

เรียกว่าบังคับกันไปเรื่อย ๆ เพื่อบีบให้ผู้ใช้งานหันไปใช้โปรแกรม Messenger อยู่ดี สุดท้ายแล้วแต่ความสะดวกของแต่ละคนว่าจะจัดการอย่างไร แต่แบบนี้ Facebook ก็เข้าข่ายบีบบังคับเกินไปหน่อยนะ

ที่มา : Android Police

ไทยอาจมีลุ้น Suzuki Vitara Breeza จ่อแววเขามาเป็นอีโค่คาร์ใหม่ หลังอาจมีรุ่นเบนซิน 1.2 ลิตร

 * ไทยอาจมีลุ้น Suzuki Vitara Breeza จ่อแววเขามาเป็นอีโค่คาร์ใหม่ หลังอาจมีรุ่นเบนซิน 1.2 ลิตร *

Suzuki Vitara Breez

หลายคนลุ้นให้เรถยนต์รุ่นนี้มาวางจำหน่าย แม้ว่าประเทศไทยจะยังไม่มีการเปิดตัวออกมาอย่างเป็นทางการก็ตามที แต่ท้ายที่สุดแล้ว เราอาจจะมีโอกาสในการต้อนรับรถยนต์ Suzuki Vitara Breeza ใหม่อย่างเป็นทางการในเร็วๆ นี้ก็เป็นไปได้

รายงานล่าสุดจากอินเดีย ระบุว่า Maruti – Suzuki มีแผนในการนำเครื่องยนต์เบนซินขนาด 1.2 ลิตร ติดตั้งในรถยนต์อเนกประสงค์รุ่นเล็กคันนี้

โดยแหล่งข่าวภายในเปิดเผยกับทาง Indian Autoblog ว่า บริษัทกำลังตัดสินใจในเรื่องดังกล่าว ทว่าด้วยกำลังเครื่องยนต์ของ K12B นั้น จะไม่ตอบโจทย์ในการขับขี่ตามความต้องการของลูกค้าด้วยสมรรถนะอันอาจจะอืดอาด เมื่อตัวรถมีน้ำหนักมากกว่า 1100 กิโลกรัมขึ้นไป

ทำให้ทางบริษัทมองการแนะนำเครื่องยนต์อื่นๆ แทนเจ้าเครื่องยนต์ขนาด 1.2 ลิตร ที่คุ้นเคย และมี 2 ตัวเลือก คือเครื่องยนต์ขนาด 1.4 ลิตร K14B มีการแนะนำใน Suzuki Ertiga ก่อนหน้านี้ และเครื่องยนต์ Booster Jet ขนาด 1.0 ลิตร

ทั้งนี้ ในส่วoเครื่องยนต์รุ่น 1.0 ลิตรนั้น ทาง Suzuki มีแผนในการปรับสมรรรถนะในการขับขี่มากขึ้น โดยตั้งเป้าทำกำลังสูงสุด 110 แรงม้า และเตรียมเปิดตัวในรถยนต์ Suzuki Baleno RS

photo by Carwale.com

เก็บข้อมูลกันให้เต็มเหนี่ยวไปเลย กับดิสก์แก้วความจุถึง 360 TB!!

 * เก็บข้อมูลกันให้เต็มเหนี่ยวไปเลย กับดิสก์แก้วความจุถึง 360 TB!! *

ดิสก์แก้วความจุถึง 360 TB

หากเราต้องการแบ็คอัพข้อมูล ทั้งรูปภาพ เพลง หรือวีดีโอ ตัวเลือกของเราก็จะมี แผ่น CD, DVD, Blu-Ray หรือพวกฮาร์ดดิสก์ ทั้งจากคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ คอมพิวเตอร์พกพา อุปกรณ์พกพาต่างๆ หรือ External Harddisk หรือพวก Flash Drive ทั้งหลาย แต่ถ้าเราต้องการพื้นที่ที่มีมากกว่าสิ่งที่กล่าวมาทั้งหมดละ จะทำอย่างไร นี่เป็นอีกข่าวดีที่ใครหลายคนรอคอย กับเทคโนโลยีใหม่ ที่จะทำให้เราสามารถเก็บข้อมูลของเราได้ยาวนานขึ้น

ผู้คิดค้นเทคโนโลยีใหม่นี้ก็คือ นักวิทยาศาสตร์จาก Optoelectronics Research Centre (ORC) โดย University of Southampton ซึ่งได้พัฒนาพื้นที่จัดเก็บที่เป็นอีกก้าวหนึ่งของการจัดเก็บไฟล์ดิจิทัล คือ ดิสก์แก้ว ที่สามารถเก็บไฟล์ได้ยาวนานเป็นพันล้านปี โดยใช้วิธีจัดเก็บข้อมูลในพื้นที่ขนาดใหญ่บนดิสก์แก้ว เขียนด้วย femtosecond laser (เลเซอร์ที่ยิงเป้นช่วงสั้นๆ 1 Femtosecond คือ 0.000000000000001 วินาที; ข้อมูลจาก Laser Vision) แบบ 5 มิติ เพราะนอกจากตำแหน่งที่เขียนแล้ว ยังนำขนาดและทิศทางมาใช้ด้วย

ดิสก์แก้วนี้สามารถจัดเก็บข้อมูลได้ถึง 360 เทราไบต์ สามารถคงทนได้สูงสุดถึง 1,000 องศาเซลเซียส และสามารถเก็บข้อมูลได้นานถึง 13.8 พันล้านปีในอุณหภูมิห้อง (สูงสุด 190 องศาเซลเซียส) นี่เป็นการค้นพบวิธีใหม่ ถือได้ว่าเป็นยุคใหม่ของการจัดเก็บข้อมูลที่สามารถเก็บได้ยาวนานไม่จำกัด ซึ่งสามารถใช้ได้กับพิพิธภัณฑ์ ศูนย์จัดเก็บเอกสาร หรือห้องสมุด สถานที่เหล่านี้เป็นคลังข้อมูลสำคัญที่ต้องมีการจัดเก็บทั้งเอกสาร โบราณวัตถุ หรือหนังสือที่ต้องมีการจัดเก็บที่ยาวนาน เทคโนโลยีนี้ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของการจัดเก็บของเหล่านั้นได้เป็นอย่างดี

อ่านเพิ่มเติม เก็บข้อมูลกันให้เต็มเหนี่ยวไปเลย กับดิสก์แก้วความจุถึง 360 TB!!