สาวพิการสู้ชีวิตหวิดดับ นั่งรถตู้กลับจากคำชะโนด เจอถนนลื่นพุ่งชนรถข้างทาง ตัวติดคาซาก

วันที่ 27 ส.ค. ร.ต.อ.วัชธพงศ์ จำนงอุดม รองสารวัตร (สอบสวน) สภ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี รับแจ้งมีอุบัติเหตุรถยนต์ชนกัน 3 คัน มีผู้ได้รับบาดเจ็บหลายราย เหตุเกิดบริเวณทางคู่ขนาดถนนทางหลวงหมายเลข 304 กบินทร์บุรี-ฉะเชิงเทรา ขาเข้ากบินทร์บุรี ก่อนถึงสี่แยกสัญญาณไฟจราจรกบินทร์บุรีประมาณ 500 เมตร หมู่ 8 ต.เมืองเก่า อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี จึงรุดไปตรวจสอบพร้อมเจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัย

ที่เกิดเหตุพบรถตู้โตโยต้า คอมมิวเตอร์ สีบรอนซ์ หมายเลขทะเบียน 36-0006 จันทบุรี โดยมีนายจันทร์ ชาวหนองเพียร อายุ 56 ปี เป็นคนขับ สภาพรถด้านพังยับเยิน ซึ่งพุ่งชนท้ายรถกระบะฟอร์ด สีบรอนซ์ทอง หมายเลขทะเบียน 6กฆ 1673 กรุงเทพมหานคร และรถเก๋งฮอนด้าแจ๊ส สีขาว หมายเลขทะเบียน 4กถ 4401 กรุงเทพมหานคร ที่จอดอยู่ริมทางได้รับความเสียหาย ส่วนรถตู้มีผู้โดยสารที่นั่งมาในรถได้รับบาดเจ็บ 3 ราย และติดคาซากรถบริเวณด้านหน้า 1 ราย

จากนั้นเจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัยได้นำเครื่องตัดถ่างเพื่องัดร่างผู้ได้รับบาดเจ็บออกซากรถใช้เวลานานกว่าครึ่งชั่วโมง ทราบชื่อคือ น.ส.ขนิษฐา ศรีธนธรรม อายุ 32 ปี ซึ่งเป็นสาวพิการตัวเล็ก แขนและขาสั้น มีความสูงเพียง 1 ฟุตกว่าๆ ส่วนผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 2 รายทราบชื่อคือ น.ส.ดารินทร์ เพชรภูหลวง อายุ 33 ปี และนางจินตนา ภิรมณ์ลาภ อายุ 40 ปี เจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัยได้นำตัวผู้ได้รับบาดเจ็บทั้งหมดส่ง ร.พ.กบินทร์บุรี

ด้านนายจันทร์ คนขับรถตู้ เปิดเผยว่า ได้นำผู้โดยสารทั้งหมด 9 คน และมีเด็กมาด้วยอีก 1 คน รวมเป็น 10 คน หลังกลับจากไปแสวงโชคที่คำชโนด จ.อุดรธานี และจะเดินทางกลับที่ จ.จันทบุรี ขณะที่ขับมานั้นมาฝนตกลงมาตลอดทาง และจะจอดพักรถแวะรับประทานข้าวต้ม บริเวณสี่แยกกบินทร์บุรี แต่รถได้ลื่นและไถลไปชนกับรถที่จอดข้างทางจนทำให้ผู้โดยสารที่นั่งมาในรถได้รับบาดเจ็บดังกล่าว เบื้องต้นเจ้าหน้าที่จะได้สอบสวนหาสาเหตุที่แท้จริง ก่อนดำเนินการต่อไป

น.ส.ขนิษฐา ศรีธนธรรม เป้นสาวพิการสู้ชีวิต ซึ่งเกิดมาพร้อมกับร่างกายพิการ เป็นคนกตัญญู และสามารถหาเงินให้พ่อแม่ใช้ได้ทุกเดือน และมีความสามารถไม่แพ้คนที่มีอวัยวะครบ 32

ที่มา:ข่าวสด


สนใจอยากสร้างเว็บไซต์เพื่อเพิ่มช่องทางของกับธุรกิจ ให้เป็นที่รู้จักของกลุ่มลูกค้ามากขึ้น มีความทันสมัย เข้ากับธุรกิจและผลิตภัณฑ์ ส่งเสริมภาพลักษณ์ให้กับธุรกิจ บริษัท Wynnsoft Solution รับทำเว็บไซต์ ออกแบบเว็บไซต์ ด้วยทีมงานมืออาชีพรับออกแบบจัดทำ เว็บไซต์ขายของออนไลน์ E-commerce รองรับมือถือและแท็บเล็ต(Responsive) รับทำ SEO ด้วยทีมงานมืออาชีพ

เสียชีวิตแล้ว!! ดญ.14นอนเป็นเจ้าหญิงนิทรา4ปี ตายตามน้องเจ้าชายนิทรา แม่สุดเศร้า

 เด็กหญิงนิทราเสียชีวิตแล้วอีกคน หลังนอนหลับไม่รู้สึกตัว มีผู้เมตตาช่วยเหลือมานานกว่า 4 ปี ตายตามน้องชายที่เสียชีวิตไปก่อนหน้านี้เมื่อ 8 เดือนก่อนหน้า สร้างความเสียใจให้กับแม่และยายที่ดูแลมา

วันที่ 24 ส.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 19.30 น. วันที่ 23 ส.ค. ที่ผ่านมา พ.ต.ต.นันทพล ขุนละคร สารวัตรเวรสอบสวน สภ.สระบัว อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี ได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัยมูลนิธิสัจจพุทธธรรมอำเภอกบินทร์บุรี มีผู้เสียชีวิตภายในบ้าน หลังรับแจ้งได้รีบรุดไปที่เกิดเหตุ พบเป็นร้านค้าขายของทั่วไป และเป็นบ้านที่เหล่ากาชาดปราจีนบุรีมีโครงการซ่อมแซมให้ เลขที่ 25/6 ม.1 ต.ลาดตะเคียน อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี โดยซ่อมแซมให้ความช่วยเหลือกับ 2 หนูน้อยที่ต้องกลายเป็นเจ้าชาย-เจ้าหญิงนิทรา ได้แก่ ด.ช.อัศวิน มีวิริยกุล และ ด.ญ.สุภาวดี มีวิริยกุล เนื่องจากทั้งคู่ประสบอุบัติเหตุ

พ.ต.ต.นันทพล กล่าวว่า “การเสียชีวิตของ ด.ญ.สุภาวดี นั้น สาเหตุมาจากเป็นผู้ป่วยติดเตียง หลังเมื่อปี พ.ศ.2555 ทั้ง ด.ช.อัศวิน และ ด.ญ.สุภาวดี ได้ประสบเหตุถูกรถชนจน ต้องนอนเป็นเจ้าชาย-เจ้าหญิงนิทรา ตั้งแต่ตอนนั้น เป็นต้นมา มีเพียงนางสาวสุมาลีวัลย์ มีวิริยกุล อายุ 33 ปี เป็นแม่ และ นางอุไรวรรณ มีวิริยกุล อายุ 56 ปี เป็นยาย ดูแลกันมาตลอด 4 ปีกว่า และจากที่ฐานะทางบ้านยากจนประกอบกับต้องดูแลบุตรพิการทั้งคู่ ทางหน่วยราชการและเอกชนได้ดูแลช่วยเหลือตามที่มีผู้ศรัทธาช่วยเหลือ และปรับปรุงบ้านเหล่ากาชาดมอบให้” “กระทั่งเมื่อวันที่ 26 ม.ค.59 ด.ช.อัศวินได้เสียชีวิตก่อนด้วยอายุ 12 ปี 8 เดือน ต่อมาล่าสุด ด.ญ.สุภาวดี ก็ได้มาเสียชีวิต ตามน้องชายด้วยอายุ 14 ปี ทางแม่และยายไม่ติดใจในสาเหตุการเสียชีวิต จึงอนุญาตให้นำศพไปทำพิธีทางศาสนา โดยจะนำศพไปทำพิธีที่วัดหนองบุญเกิดในวันนี้” พ.ต.ต.นันทพล กล่าว

ที่มา>>>ข่าวสด

“น้องเอ๊ะ”สาววัย 17 ยอดกตัญญู! อาศัยอยู่ในเพิง ดูแลพ่อพิการ อยากเจอหน้าแม่สักครั้ง

เปิดใจ! เอ๊ะ สาวน้อยวัย 17 ลูกยอดกตัญญู ที่ไม่ยอมก้มหน้าต่อความจน คอยดูแลพ่อบังเกิดเกล้าพิการร่างกาย และเลี้ยงน้อยชายอีกคน อาศัยซากรถ 10 ล้อเก่าต่อเป็นเพิงพักท้ายอู่รถนายจ้าง ที่อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี ทุกวันนี้ยอมทิ้งความสุขวัยเด็ก ต้องรับจ้างทำงานเพื่อให้ได้เงินประทังชีวิตครอบครัว เผยความฝันอยากเป็นทหาร พร้อมเล่าทั้งน้ำตาอยากเจอแม่สักครั้งหลังขาดการติดต่อไป 2 ปี เนื่องในวันแม่แห่งชาติ   (27 ก.ค.) นี่คือภาพแห่งความสุขจากลอยยิ้มและเสียงหัวเราะเล็กๆ จากผู้เป็นพ่อที่ร่างกายพิการ แขนขาขาดไม่สามรถช่วยเหลือตนเองได้ กำลังรับประทานข้าวจากปลายช้อนที่ป้อนจากน้องเอ๊ะ หรือ น.ส.ภานุภรณ์ กิ่งพรมภู ลูกสาววัย 17 ปี ที่จะคอยปรนนิบัติดูแลไม่ห่าง อีกทั้งยังต้องคอยดูแลน้องชาย วัย 10 ปี อีกคน อาศัยอยู่ในบ้านหลังเล็กๆ ที่เรียบง่ายโดยใช้ซากรถ 10 ล้อเก่ามาดัดแปลงปลูกเป็นที่พักอาศัยซึ่งเจ้าของอู่รถให้ความเมตตาได้อยู่โดยไม่คิดค่าเช่าที่บริเวณท้ายอู่รถ ริมทางรถไฟหมู่ 17 ตำบลท่าผา อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี      เรื่องราวนี้ถูกเปิดเผยโดยนายจ้าง ที่เกิดความเมตตาและห่วงใยต่อครอบครัวของน้องเอ๊ะ หลังต้องแบกภาระทั้งหมดเอาไว้ด้วยวัยเพียง 17 ปี ผู้สื่อข่าวได้เดินทางเข้าไปพูดคุยกับน้องเอ๊ะ หรือ นางสาวภานุภรณ์ กิ่งพรมภู ที่บ้าน ในช่วงเวลาประมาณ 12.15 น. เห็นถึงภาพความประทับใจในขณะที่น้องเอ๊ะกำลังทำหน้าที่ลูกที่คอยปรนนิบัติดูแลป้อนข้าวป้อนน้ำในขณะสวมชุดนักศึกษาให้กับนายยุทธนา ฮาดนารี อายุ 36 ปี ซึ่งมีสภาพร่างกายพิการ แขนขวาและขาซ้ายขาด มือซ้ายอ่อนแรง ช่วยเหลือตัวเองไม่ค่อยได้   น้องเอ๊ะ เล่าให้ผู้สื่อข่าวฟังว่า ตนเองและพ่อเป็นชาวจังหวัดสกลนคร โดยพ่อได้เลิกรากับแม่ของตนไปตั้งแต่ตนยังเล็กๆ จากนั้นพ่อก็มาสมัครเป็นพนักงานขับรถบรรทุกสิบล้อให้กับบริษัท ขลุ่ยศรีตระกูล ที่ อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี เป็นเวลา 10 ปีเศษ ช่วงนั้นตนเองอาศัยอยู่กับย่าที่บ้านในจังหวัดสกลนคร และเมื่อประมาณปี 2554 หรือ 4 ปีก่อน พ่อได้ขับขี่ รถ จยย.ไปประสบอุบัติเหตุถูกรถชน จนต้องตัดแขน ขา กลายสภาพเป็นคนพิการไม่สามารถทำงานเลี้ยงชีพได้ มีแค่เงินคนพิการเดือนละ 800 บาท ประกอบกับที่แม่เลี้ยงก็มาทิ้งพ่อไปอีกคน ทำให้ตนเองห่วงพ่อจึงตัดสินใจเดินทางจังหวัดสกลนคร มาอยู่ดูแลพ่อเพื่อตอบแทนบุญคุณ   น้องเอ๊ะ เล่าต่ออีกว่า หลังจากที่เดินทางมามาถึงที่อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรีแล้ว ตนเองและพ่อกับน้องชายได้รับความเมตตาจากนายสราวุฒิ ขลุ่ยศรีตระกูล เถ้าแก่ที่ใจบุญให้ที่อยู่อาศัย ให้ใช้ซากรถสิบล้อเก่ามาดัดแปลงเป็นบ้านพักอาศัย และยังให้ตนทำงานเป็นแม่บ้าน คอยดูแลทำความสะอาดบ้านและเป็นพี่เลี้ยงเด็ก เพื่อจะได้มีรายได้มาคอยดูแลพ่อและน้องชาย   ด้วยความขยันหมั่นเพียรประกอบกับเป็นเด็กที่กตัญญูนายจ้างจึงอาสาช่วยเหลือค่าเรียนและค่าใช้จ่ายบางส่วน รวมทั้งยังซื้อกับข้าวให้ตนมาทำกินในครอบครัวเพื่อเป็นการประทังชีวิต   ปัจจุบัน น้องเอ๊ะ กำลังศึกษาอยู่ในระดับชั้น ปวช.ปี 2 สาขาการบัญชี ที่วิทยาลัยเทคนิคราชบุรี 2 อำเภอบ้านโป่ง โดยจะต้องขับขี่รถจักรยานยนต์จากบ้านตั้งแต่เวลา 07.00 น. ด้วยระยะทางจากบ้านถึงวิทยาลัยประมาณ 7 กิโลเมตร เป็นประจำทุกวัน และช่วงพักกลางวันประมาณ 12.00 น.จะต้องขับขี่รถจักรยานยนต์กลับมาจากวิทยาลัย เพื่อหุงหาอาหารและป้อนข้าวให้กับพ่อพร้อมกับดูแลเรื่องขับถ่าย เสร็จแล้วก็จะกลับไปเรียนเหมือนในช่วงบ่าย โดยที่ทางวิทยาลัยก็อนุญาตให้น้องเอ๊ะกลับมาดูแลพ่อได้ด้วยความสงสาร   นายยุทธนา พ่อของน้องเอ๊ะ เล่าว่า ทุกวันนี้ตนรู้สึกภูมิใจที่มีลูกสาวที่กตัญญู คอยดูแลตนเองไม่ห่าง ไม่เคยทิ้ง แม้ตนเองจะสงสารลูกแต่ก็ไม่สามารถช่วยเหลือและทำอะไรได้ บางครั้งน้อยใจชีวิต แต่ก็เป็นห่วงลูกสาวและลูกชาย จึงอยู่สู้เป็นกำลังใจให้กับลูกทั้งสอง น้องเอ๊ะจะคอยให้กำลังใจตนเองอยู่เสมอ บอก “หนูจะไม่ทิ้งพ่อจะคอยดูแลพ่อไปตลอดเท่าที่หนูจะดูแลได้” ทำให้ตนคิดทุกครั้งบางเวลาแอบนอนร้องไห้เพราะสงสารลูกที่ต้องมาเหนื่อย แทนที่จะได้ไปสนุกเล่นกับเพื่อนๆ ซึ่งตลอด 4 ปีที่ตนเองต้องพิการ น้องเอ๊ะไม่เคยไปเที่ยวไหนเลยแม้ครั้งเดียวเช้าต้องตื่นแต่เช้า ทำความสะอาดบ้านดูและตนเอง และไปทำงานที่บ้านนายจ้าง จากนั้นจะกลับมาเปลี่ยนชุดไปโรงเรียน ช่วงพักเที่ยงก็ต้องขับขี่รถจักรยานยนต์กลับมาจากโรงเรียน ซึ่งระยะทางไกลถึง 7 กิโล ต้องขับบนถนนใหญ่ ไปกลับทุกวัน ตนเองก็เป็นห่วงเพราะหวั่นกลัวจะต้องประสบอุบัติเหตุแบบตนเอง แต่น้องเอ๊ะบอกหนูอยากเรียน เพื่อจะได้เรียนจบสูงๆ มีงานทำดีๆ จะได้ดูแลพ่อไปได้ตลอด อีกทั้งยังต้องส่งเสียน้องชายอีกคน   แม้จะเถียงกันบ้าง งอนกันบ้าง เพราะตนเองเดินไม่ได้แต่ก็เพราะเป็นห่วงลูก ไม่อยากให้ลูกเหนื่อยอยากให้ลูกมีความสุขแบบเพื่อนๆ แต่ก็ไม่เคยโกรธกันเพราะตนเองรักและห่วงลูกทั้งสองคน จะแอบดูทุกครั้งที่ลูกต้องทำงาน กลางดึกก็ต้องมาตื่นมาอ่านหนังสือแต่ก็ภูมิใจที่ลูกเรียนอยู่ในระดับดี ได้เกรด 3.2 ทุกครั้งที่เห็นน้องเอ๊ะเหนื่อยตนเองก็จะแอบร้องไห้ทุกครั้ง แต่ก็จะยิ้มให้กำลังใจเพราะทำได้เท่านี้ นายยุทธนากล่าว   จากชีวิตที่ต้องดิ้นรนต่อสู้ของน้องเอ๊ะในวัย 17 ปี ที่ต้องมารับผิดชอบทุกอย่างทำหน้าที่แทนพ่อเปรียบเสมือนเป็นหัวหน้าครอบครัว จนนายจ้างเกิดความเมตตาสงสาร และหวั่นเกรงอันตรายที่เกิดขึ้นในระหว่างการเดินทาง จึงได้ออกมาวอนสังคมให้ความเมตตาและช่วยเหลือ น้องเอ๊ะ กล่าวเพียงสั้นๆ ว่า “หนูไม่ขออะไรเพียงแค่อยากมีทุนการศึกษาไว้เพื่อเป็นทุนในการเล่าเรียนทั้งตนและน้องชาย อยากมีเจ้าหน้าที่เข้ามาคอยช่วยเหลือพ่อที่ป่วยอยากให้หาย และฝันอยากเป็นทหาร อยากรับราชการ เพื่อที่จะนำสวัสดิการคอยดูแลพ่อและน้องชาย   น้องเอ๊ะ สาวยอดกตัญญู กล่าวทิ้งท้ายว่า บางครั้งเคยคิดว่าชีวิตครอบครัว ของเราทำไม ไม่เหมือนคนอื่น ทำให้ท้อแท้เป็นบางครั้ง แต่ก็มีทั้งเพื่อนๆอาจารย์ในวิทยาลัย และเถ้าแก่ผู้มีพระคุณคอยให้กำลังใจให้สู้ต่อไป     12 สิงหาที่จะถึงนี้ เป็นวันแม่แห่งชาติ น้องเอ๊ะ กล่าวทั้งน้ำตาว่า ตนเองอยากพบและกราบแม่ซักครั้งหลังจากที่ขาดการติดต่อไปได้ประมาณ 2 ปี ตนเองไม่โกรธและไม่เคยโทษแม่ที่หายไป เพราะคิดเสมอว่าตนเองเป็นลูกและรักแม่ ถึงแม่จะไม่รักหรือหายไปก็ตาม   สำหรับผู้ที่มีจิตเมตตาอยากช่วยเหลือทุนทรัพย์เพื่อเป็นทุนการศึกษาสามารถโอนเงินไปได้ที่หมายเลขบัญชี 020038672372 ชื่อบัญชี ด.ญ.ภานุภรณ์ กิ่งพรมภู ธนาคารออมสิน สาขาลูกแก ประเภทเงินฝากเผื่อเรียก หรือโทรสอบถามได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 061-4638663

ที่มา>>>ข่าวสด